[APH Fiction] Everyone Knows (Except US) [1.]
posted on 05 Jan 2010 14:32 by fourseasons in Fic
*เอนทรี่ย์นี้มีความเกี่ยวข้องกับเฮตาเลีย อนึ่ง เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่
เขียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรและประเทศต่างๆ
เนื้อหาในนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงบนโลกนี้แต่อย่างใด
กรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณฮะ
*เอนทรี่ย์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BL (Boy's Love) ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการของเจ้าของบล๊อคเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักของเฮตาเลียแต่อย่างใด
Everyone
Knows (Except US)
aph.
alfred*arthur. pg. romance.
[Side A.]
หลายครั้ง... ที่สงสัยและตั้งคำถามกับตัวเอง
“นายว่าอะไรนะ?”
คำถามสั้นห้วนดังกล่าวออกมาจากปากของหนุ่มผมทองที่ทิ้งตัวเองจมอยู่ในเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงาน
นอกจากเสียงที่ห้วนอย่างฟังได้ชัดเสียจนไม่ต้องเห็นหน้าเพื่อคาดเดาอารมณ์ อากัปกิริยาและสีหน้า อันได้แก่ การขมวดหัวคิ้วมุ่น เม้มริมฝีปากเข้าหากัน และย่นจมูกน้อยๆ ขณะแนบใบหูเข้ากับโทรศัพท์ในมือ ล้วนเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีว่า อังกฤษกำลังอยู่ในอารมณ์คุกรุ่นไม่ใช่น้อย
ซึ่งปลายสายเองก็รู้ดีแม้ไม่เห็นอาการทั้งหมดที่ว่ามา แต่กลับทำเสียงใส พูดยียวนอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “อะไรกัน นี่ขนาดพูดกรอกหูก็ยังฟังไม่รู้เรื่องเสียแล้วเหรอลุง...”
“อย่ากวนได้ไหม! มีอะไรก็พูดมาสิ”
อเมริกาส่งเสียงหัวเราะในลำคอ นึกดีใจที่ตัวเองก่อกวนอีกฝ่ายได้สำเร็จ “พรุ่งนี้มาเที่ยวบ้านฉันสิ”
อังกฤษขมวดคิ้วหนักขึ้น เคาะปากกาในมือกับโต๊ะ เหลือบสายตามองออกไปยังทัศนียภาพกรุงลอนดอนเบื้องนอกบ้านของตัวเอง ก่อนย้อน “ทำไม?”
“ต้องมีเหตุผลด้วย?”
“ไม่มีก็ไม่ไป”
เสียงจุ๊ปากอย่างขัดใจดังขึ้นจากอีกฟาก อังกฤษเผลอวาดยิ้มขึ้นชั่วครู่ นึกขำเมื่อภาพของคนตัวโตใจเด็กกำลังทำปากบู่ประท้วงราวเด็กไม่ได้ของเล่นแล่นขึ้นมาในสมอง
เดี๋ยวสิ! แล้วเขาจะยิ้มทำไมล่ะ!
เสียงประท้วงในสมองทำให้รอยยิ้มดังกล่าวอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว เท่าๆ กับเวลาที่เสียงของอเมริกาดังขึ้น “ก็มาฉลองวันปีใหม่กันไงเล่า ลุงนี่ ทำงานหนักจนลืมวันลืมคืนไปแล้วหรือไง”
เป็นคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ และเพราะรู้ดีถึงความจริงข้อนั้น อังกฤษจึงสวนกลับไปด้วยความฉุน “เป็นลุงแล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย! แล้วทำไมฉันจะต้องไปเคาน์ทดาวน์ที่บ้านนายด้วย หา!”
คุยไปมาก็เข้าอีหรอบเดิม คนหนึ่งก็แสนช่างปั่นหัว ส่วนอีกคนก็ติดไฟง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร ทั้งที่ความจริงเนื้อหาของบทสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้นั้นช่างสั้นแสนสั้น -- จะไปฉลองปีใหม่ที่นิวยอร์คหรือไม่ไป
อเมริกากลอกตาไปมา รัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่อยู่เบื้องหน้าพลางกล่าว “ก็จะให้มานี่”
“เฮ้...”
ยังไม่ทันได้ประท้วง ข้างอเมริกาก็ชิงขัด “ไม่รู้ละ เอาเป็นว่าฉันจะรออยู่ที่นี่แล้วกัน ถึงแล้วก็โทร.มาล่ะ แล้วเจอกันนะ อังกฤษ”
“เฮ้ย เดี๋ยวเดะ... เดี๋ยวเด้! อเมริกา!!”
ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...
เสียงสัญญาณขาดหาย คงเหลือเพียงอังกฤษที่ถือโทรศัพท์ค้างไว้ด้วยความตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว
“…ไอ้เด็กบ้า!”
ชายหนุ่มโยนมือถือลงกับโต๊ะ ทำท่ากระฟัดกระเฟียดหัวเสียอยู่คนเดียวพักใหญ่ โวยวายอีกย่อมๆ จนเริ่มเจ็บคอถึงปิดปาก ยกมือขึ้นนวดระหว่างคิ้วแล้วลุกไปยืนอยู่ริมหน้าต่างแทน
ลอนดอนในยามนี้อวลด้วยไอหนาว ไม่ว่าจะมองไปทางไหนจึงเห็นแต่ผู้คนในชุดเสื้อกันหนาวตัวหนาและผ้าพันคอหลากสีสัน อย่างไรก็ตาม สายฝนก็ยังคงโปรยปรายลงมาเรื่อยได้อย่างสมเป็นเมืองกรุงแห่งนี้ยิ่งนัก
เขาแนบใบหน้าลงกับกระจกใส ความเย็นแล่นปราดผ่านผิวเนื้อทำเอาอังกฤษถึงกับสะดุ้งชั่วครู่ ก่อนจะกลับไปค่อยๆ พิงตัวลงเช่นเดิม
“คนเอาแต่ใจ...”
ปากก็บ่นพึมพำเช่นนั้น แต่สมองกลับคิดไปอีกทาง และหลังจากที่คิดสะระตะได้พักใหญ่ อังกฤษก็ตัดสินใจจับมือถือขึ้นมากดโทร.ออกหาใครบางคน
“ที่ทำนี่ไม่ใช่เพราะอยากจะไปฉลองปีใหม่ด้วยหรอกนะ...”
ว่าแล้วถอนหายใจ ส่งลมอุ่นขึ้นเกาะบนกระจกใส ก่อนจะเดินผละจากไป
วันนี้คือวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม วันสุดท้ายของปี
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงศูนย์นาฬิกา เวลาของสหราชอาณาจักรก็จะขึ้นสู่ปีใหม่ หลายคนออกจากบ้านเพื่อเตรียมฉลองร่วมกับเพื่อนฝูง แต่บางคนกลับเลือกใช้เวลาสุดท้ายของปีอยู่ภายในบ้านของตนอย่างสงบสุข
แน่นอนว่าในช่วงเทศกาลยาวต่อเนื่องเช่นนี้ ร้านรวงย่อมคึกคัก ท้องถนนจึงครึกครื้นตามด้วยผู้คนที่เลือกซื้อของขวัญให้กับคนใกล้ตัว แม้อากาศเมืองกรุงจะไม่ค่อยโสภานักด้วยเม็ดฝนที่โปรยปรายเป็นพักๆ ก็ไม่อาจห้ามปรามกิจกรรมของชาวเมืองได้
อังกฤษยืนอยู่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน รอคอยใครบางคนที่เพิ่งทำการนัดกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนด้วยความงุ่นง่าน เขาซุกหน้าตนกับผ้าพันคอสีแดงสดพลางบ่นงุบงิบ มือที่สวมถุงมือทับล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวทำให้ไม่มีใครมองเห็นหมัดที่กำแน่นอยู่ในนั้น
เลยเวลานัดมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ทำไมถึงยังไม่มาอีก!
เหลือบมองนาฬิกา ใกล้เที่ยงแล้ว สงสัยพบหน้ากันก็คงได้ทานข้าวเที่ยงทันทีเลยเป็นแน่แท้
รู้อย่างนี้ไม่คิดทำอะไรงี่เง่าแบบนี้ก็ดี!
ยังคงคิดอย่างฉุนเฉียวจนลืมสังเกตรอบข้างไปชั่วขณะ แน่นอนว่ารวมทั้งไม่ทันเห็นร่างสูงในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวที่เดินตรงมาพลางหว่านเสน่ห์ให้สาวทุกคนที่ผ่านไปด้วย
รู้อีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงนั่นละ
“ยืนทำหน้านิ่วอยู่ทำไมเนี่ย หืม?”
คนหน้ามุ่ยสะบัดหน้าขวับ “ช้าเป็นบ้า!”
ฝรั่งเศสหัวเราะเบาๆ รับคำต่อว่านั้น ไม่มีทีท่าสะทกสะท้านแต่อย่างใด “นิดเดียวเองน่า พอดีรอคนอื่นอยู่ด้วย”
“ใคร?”
คนโดนถามพยักเพยิดไปทางขวามือของตน อังกฤษจึงเบนสายตาตาม ถึงได้พบว่านอกจากจะมีฝรั่งเศสที่เขาเรียกตัวเดินทางมาถึงลอนดอนแล้ว ยังมีแคนาดาติดสอยห้อยตามมาอีกคนด้วย
แต่ด้วยไม่ทันคาดคิด ประกอบกับใบหน้าของแคนาดาคล้ายกับอเมริกามากเกินไป สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของอังกฤษด้วยความดังจึงเป็น “อ... อัลเฟรด!”
“หา นี่นายละเมออยู่รึเปล่าเนี่ย อังกฤษ” ฝรั่งเศสรีบท้วงแทนพลางบ้องหัวอีกฝ่ายเข้าให้เสียที “เบิกตาดูให้ดี นี่มันแมทธิวต่างหากละ”
หลังจากใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่ เขาถึงรู้ทันทีว่าตนพลาดไปแล้ว “อะ... ฮะ... ฮ่าๆๆ แน่นอนอยู่แล้ว ฉันรู้ว่าเป็นแคนาดาน่า ก็แค่เรียกชื่อผิดนิดหน่อยเท่านั้นเอง อย่าถือสาหาความกันเลยนะ แคนาดา” ว่าแล้วก็ตบไหล่เขาป้าบๆ แก้เก้อ ขณะที่ฝ่ายโดนทักผิดได้แต่ยิ้มแห้ง
อังกฤษผินหน้าตัวเองไปทางฝรั่งเศสที่ทำท่าเอือมระอาอยู่ข้างๆ “ล... แล้วทำไมพวกนายถึงมาด้วยกันได้ละ ดูสิ แถมยังมาสายอีกต่างหาก” ท้ายประโยคยังไม่วายแขวะ
“วันนี้ฉันนัดแมทธิวก่อนนายต่างหาก นัดตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว แต่โดนเด็กที่ไหนก็ไม่รู้โทร.มางอแงตั้งแต่เช้า คุณพี่ก็เลยต้องพาแมทธิวมาด้วยอย่างนี้เนี่ย” หรี่ตามอง ‘เด็กงอแง’ ที่ชักเริ่มเลิ่กลั่ก “อุตส่าห์มาให้แล้วยังบ่นอีกด้วยแน่ะ!”
“ฮ... ฮึ! ก็ไม่ได้ง้อสักหน่อย ถ้าไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาเซ่!”
“โธ่... คุณฟรานซิส คุณอังกฤษ อย่าทะเลาะกันตรงนี้เลยครับ” แคนาดารีบปราม เพราะสายตาของชาวเมืองคนอื่นๆ เริ่มจะพุ่งตรงมาทางพวกเขาเสียแล้ว
“เห็นแก่แคนาดาหรอกนะ” เจ้าบ้านพูด สะบัดหน้าไปอีกทางอย่างไว้ตัว กระตุ้นโทสะคู่สนทนาได้ชะงัดนัก แต่เพราะเห็นแก่คนที่ตัวเองพามาเช่นกันจึงเลือกที่จะเงียบเสีย
แคนาดามองทั้งสองคนแล้วก็ลอบถอนหายใจ พยายามเปลี่ยนเรื่อง “แล้วคุณอังกฤษมีธุระอะไรหรือครับ”
คำถามนี้ทำเอาอังกฤษสะดุ้ง ใบหน้าขึ้นสีจัดขณะกลบเกลื่อน “ก... ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอกนะ จริงๆ แล้วจะทำเองก็ดะ...”
“ถ้าอย่างนั้นคุณพี่จะกลับก็ได้ใช่มั้ย?”
“ไม่ได้!” สวนทันทีแถมยังตีหน้าจริงจังสุดฤทธิ์จนคนเห็นถึงกับนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน
อังกฤษมองหน้าแคนาดาที ฝรั่งเศสที แล้วก็ตัดสินใจหันหลัง ขยับเท้าเดินเป็นเชิงบอกให้อีกสองคนที่เหลือเดินตามมา
“วันนี้น่ะ... มันวันที่สามสิบเอ็ดแล้วใช่มั้ยล่ะ?”
“อาฮะ”
“แล้วพรุ่งนี้ก็วันที่หนึ่ง... ขึ้นปีใหม่แล้วใช่มั้ย?”
“แล้ว?”
“แต่แทนที่ฉันจะได้ฉลองอยู่ที่บ้าน กลับโดนเรียกตัวไปที่อื่นซะนี่!”
“ไปไหนอะ?” ฝรั่งเศสลองถาม ทั้งที่ในใจก็รู้คำตอบอยู่แล้ว และรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมบอกง่ายๆ
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อังกฤษยังคงพูดสิ่งที่ตนเองตั้งใจเอาไว้ต่อไป
“ตอนแรกก็ว่าจะไม่ไป แต่คิดไปคิดมาแล้วก็ไปสักหน่อยก็ได้ละวะ...”
คราวนี้ไม่มีใครแทรกอะไรทั้งนั้น
“ฉ... ฉันก็เลยคิดว่าถ้าซื้อของขวัญให้สักชิ้นก็คงดี... มั้ง...”
เงียบกันไปพักใหญ่ มีแต่เสียงสนทนารอบตัวกับเสียงฝีเท้านับร้อย จนกระทั่งแคนาดาเป็นผู้เปิดปากขึ้นในวงสนทนาสามคนของพวกเขาในที่สุด
“ซื้อให้ใครเหรอครับ?”
ประโยคถามดังกล่าวทำให้อังกฤษชะงักเท้า และการหยุดกะทันหันนั้นก็ส่งผลให้แคนาดาเดินชนหลังอีกฝ่ายเต็มแรง
“...”
“หา? พูดว่าอะไรนะ คุณพี่ไม่ได้ยิน” ฝรั่งเศสถามพลางชะโงกหน้าเข้าใกล้ริมฝีปากของคนพูด
อังกฤษสะดุ้งถอยหลัง เผลอตัวต่อยหน้าคนสูงวัยกว่าเต็มแรงพลางประกาศกร้าว “จะซื้อให้ใครก็เรื่องของฉันน่า!”
“ถ้าอย่างนั้นตกลงเรียกฉันมาทำไมเนี่ย!” ฝรั่งเศสงึมงำเถียง กุมซีกหน้าที่โดนต่อยของตัวเองด้วยความเจ็บ “ดูซิ นอกจากเดทจะพังแล้วยังเจ็บตัวอีก...”
“อะ ข... ขอโทษที”
“ไม่เอาคำขอโทษ แต่เอาคำอธิบายว่า ตกลงให้คุณพี่มาทำไม แล้วก็จะซื้อของขวัญให้ใครดีกว่า”
คำต่อรองที่ได้รับทำให้อังกฤษอึกอัก ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวว่าเรื่องจะไม่เดินไปไหนจนเข้าอีหรอบเดิมอีก วันนี้เขาก็ค่อนข้างรีบเสียด้วย ดวงแก้วสีมรกตเหลือบมองร้านขายของที่อยู่ใกล้ แล้วก็ตัดสินใจไม่นอกเรื่องอีกต่อไป จึงสูดลมหายใจลึก กลั้นใจตอบ
“ฉันอยากให้นายช่วยเลือกของขวัญให้หน่อย”
“ก็แค่นั้น” ฝรั่งเศสเดาะลิ้น ดูท่าทางพอใจขึ้นมาทันตา “แล้วจะซื้อให้ใคร?”
“เอ่อ...” ผิวหน้าขาวยิ่งขึ้นสีจัดเมื่อโดนต้อนมากเข้า “ไม่บอกไม่ได้เหรอ?”
“ถ้าไม่บอกแล้วคุณพี่จะรู้ไหมละว่าต้องเลือกของยังไงถึงจะถูกใจ”
เหตุผลที่ฝรั่งเศสว่ามาก็เข้าที แต่อังกฤษก็ยังรู้สึกกระดากที่จะต้องพูดออกไป พอหันไปมองแคนาดาด้วยสายตาขอความเห็นก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังพยักหน้าให้ด้วยความเห็นด้วย เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงจำใจตอบ
“อัล...”
“หา?”
“อัลเฟรด เอฟ โจนส์แห่งสหรัฐอเมริกา! พอใจรึยัง!”
เล่นตะโกนเสียงดังจนคนแถวนั้นหันขวับมามองกันเป็นสายตาเดียว แต่คนที่อายกลับกลายเป็นแคนาดา เพราะดูท่าทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสจะไม่สะทกสะท้านกับการโดนคนอื่นเพ่งเล็งเลยแม้แต่น้อย
“โอเค งั้นก็รีบไปหาซื้อกันดีกว่า จะได้ไปหาข้าวเที่ยงกินกัน อ้อ นายเลี้ยงนะ” จัดการมัดมือชกเสร็จสรรพ ไม่เปิดโอกาสให้อังกฤษได้เถียงแม้แต่น้อยนิด แถมยังฉวยโอกาสโอบไหล่อังกฤษพาเดินเข้าหาร้านดีๆ หน้าตาเฉย “กะอีแค่จะซื้อของให้แฟน บอกกันดีๆ แต่แรกก็สิ้นเรื่อง ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันให้หิวน้ำเปล่าๆ”
คำว่า ‘แฟน’ เตะหูอังกฤษเข้าให้เต็มๆ เจ้าตัวเลยดิ้นขลุกขลักพลางโวยวายหนักกว่ารอบเก่า “ไม่ใช่แฟนสักหน่อย เอาที่ไหนมาพูด!”
“แบบนี้ไม่เรียกว่าแฟนแล้วจะเรียกว่าอะไร?” ฝรั่งเศสขมวดคิ้ว “ใครๆ เขาก็รู้กันหมดแล้วล่ะว่านายกับอเมริกาเป็นอะไรกัน ไม่ต้องแก้ตัวก็ได้ จะเขินอะไรกันนักกันหนาเนี่ย”
“ก็ฉันบอกว่าไม่ใช่ไงเล่า!” เน้นหนักทีละคำด้วยเสียงดุๆ
“คนที่โทรศัพท์คุยกันทุกคืน เดินทางหากันแทบทุกครั้งที่ว่าง เจอหน้ากันก็ทำเป็นเถียงทั้งที่มีความสุขจะตายเนี่ยนะ อ้อ ยังไม่นับที่งอนกันด้วยเรื่องไร้สาระอีกนะ” ฝรั่งเศสไล่นับนิ้วทีละข้อ “ไอ้แบบนี้ไม่ใช่แฟนแล้วเรียกว่าอะไร? กิ๊ก?”
“จะแฟนหรือกิ๊กก็ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ!” ในที่สุดอังกฤษก็สะบัดตัวหลุดจากพันธนาการของหนุ่มเมืองน้ำหอมได้สำเร็จ จึงเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าร้านขายของชำร่วยที่ตั้งอยู่แถวนั้นพอดี ทิ้งให้ฝรั่งเศสกับแคนาดาเหลือกันอยู่สองคน
“คุณฟรานซิส... แกล้งคุณอังกฤษแรงไปหรือเปล่าครับ...” แคนาดาถามเสียงอ่อน มองหน้าคนข้างตัว
“ไม่ได้แกล้งสักหน่อย ก็แค่พูดความจริง” เว้นช่วงก่อนถอนหายใจ “เจ้าเด็กนี่ก็ไม่ได้เรื่องเลยนะ ทำไมถึงไม่ยอมรับกันสักทีก็ไม่รู้ สู้พวกเราไม่ได้เนอะ แมทธิว”
ฉวยโอกาสโอบเอวอีกคนเข้ามาแนบชิดขณะที่ถามประโยคสุดท้ายออกไป ใบหน้าแคนาดาขึ้นสีแดงวาบชั่วครู่เพราะไม่ทันตั้งตัว แต่สักพักก็จางหายและย้อนถามเสียงซื่อ
“พวกเรา? พวกเราทำไมเหรอครับ?”
เสียงซื่อๆ กับประโยคที่บอกถึงความไม่คิดอะไรทำให้ฝรั่งเศสถึงกับเสียความมั่นใจไปเป็นกอง “พวกเราก็ไม่มีอะไรจ้ะ...” จำใจปล่อยมือออกจากแคนาดา เพราะเล็งเห็นว่าถึงจะโอบต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากตกเป็นเป้าสายตาชาวบ้านเขาเปล่าๆ
แคนาดาที่ไม่รู้เรื่องได้แต่มองหน้าฝรั่งเศสเลิ่กลั่ก คนโตกว่าเห็นเช่นนั้นจึงยิ้ม “ตามอังกฤษไปกันดีกว่าเนอะ”
หนุ่มเมเปิ้ลยิ้มรับ ก่อนจะก้าวเดินไปพร้อมกับฝรั่งเศส
TBC.
------------------------------------------------...
postscript;
- จริงๆ แล้วเป็นฟิคปีใหม่ที่เขียนเสร็จไม่ทัน เลยระเห็จมาเป็นฟิคปีใหม่ที่อย่างน้อยก็ยังอยู่ในช่วงอาทิตย์แรกของปีใหม่ละ (วะ) ครับ!
- จริงๆ แล้วตอนท้ายอยากใส่ฟุทสึกะเยอะกว่านี้อีก แต่ฟิคมีสองตอน กลัวจะเวิ่นเว้อเกินไป ก็เลยตัดออกฮะ
- แอบไม่มั่นใจในการเขียนเลยเพราะเว้นไปนานมากแถมใจนึงก็อยากเขียน อีกใจก็รู้สึกแปลกๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เขียนเรื่องนี้จนจบ (ตอนแรก) ฮะ!
- ตอนต่อไปจะพยายามให้มาในอาทิตย์หน้าฮะ
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์นะครับ >_<
ปอลอ
มีที่ผิดพลาดประการใด รบกวนบอกด้วยนะฮะ
ปอลอลอ
ไม่แน่ใจว่าจะได้มาอัพอีกไหม เลยแว้บมาบอกก่อนว่า วันอาทิตย์นี้ไปงานเห็ดนะฮะ! :D
(แม้จะจนแล้วก็ตาม... แง่บ)









