[PL] กระทง

posted on 07 Nov 2014 00:26 by fourseasons in Ori

* เอนทรี่ย์นี้เกี่ยวข้องกับคุณตรัยนะเออ ♥
** เอนทรี่ย์คุณตรัยเอนทรี่ย์อื่นๆ สามารถหาอ่านได้ที่เพจ CS Related ตรงหมวดของ PRISONER ฮะ
*** เอนทรี่ย์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BL (Boy's Love) นะครับ  ♥
**** เหตุการณ์ในเอนทรี่ย์นี้เป็นการวาร์ปจากเอนทรี่ย์เก่าๆ มาแล้วประมาณสามถึงสี่ปี ♥

 

 

 

กระทง

 

 

ดวงจันทร์กลมโตสวยงามสมดังเป็นคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง

              เขาคิด ขณะทอดสายตามองผ่านกระจกออกไปยังท้องนภาสีดำมืด จากชั้นสิบสี่ของคอนโดหรูใจกลางเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของเขา

ปลายนิ้วเคาะลงโต๊ะเป็นจังหวะ อนุญาตให้ตัวเองเหม่อลอยสักครู่ ถือเป็นการพักจากการทำงาน

ภายในห้องเงียบสงัด ไร้สิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากเขา ตยาคี อาลัยสุขสิน ผู้กำลังนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียด ในค่ำคืนที่ผู้คนทุกผู้ทุกวัยส่วนใหญ่พากันออกไปร่วมฉลองงานเทศกาลวันลอยกระทง ส่วนตัวเขานั้นหรือ ก็ต้องนั่งขอขมาให้พระแม่คงคาด้วยการทำงานถวายแทนการลอยกระทงอยู่นี่ไงเล่า

              เสียงเคาะเงียบไป เมื่อมือนั้นเปลี่ยนมานวดขมับซ้ายของตนแทน ขณะที่มือขวากำลังทำหน้าที่หมุนปากกาเล่น ดวงตาของเขาเลื่อนตำแหน่งจากทิวทัศน์เบื้องนอก มามองโทรศัพท์มือถือราคาแพงของตนแทน

              เขาหวนคิดถึงใครคนหนึ่ง และบทสนทนาเมื่อตอนกลางวัน

              ‘ขอโทษนะ ที่รัก’ เขาจำได้ว่านั่นคือประโยคแรกที่เขาเอ่ยเมื่อปลายทางรับสาย

                ความเงียบคือปฏิกิริยาตอบรับ เนิ่นนานจนเขาอดคิดไม่ได้ว่า หรือที่จริงแล้วที่รักของเขาจะไม่ได้ตั้งใจรับโทรศัพท์กันแน่ จนกระทั่งมีเสียงตอบกลับมา ‘ขอโทษเรื่องอะไรกันครับ’

              ‘คืนนี้ฉันไม่ว่าง’ เขาว่า ‘พรุ่งนี้มีประชุมใหญ่ คืนนี้ต้องทบทวนข้อมูล ไปลอยกระทงกับเธอไม่ได้’

              ได้ยินเสียงตอบรับในลำคอกลับมา ‘อ้อ...’

              ตามปกติแล้ว เขาไม่ใช่คนขยันขันแข็งนัก แต่เมื่อประธานบริษัทคนปัจจุบันมอบหมายงานให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ และงานที่ว่านั้นเป็นงานใหญ่มากขึ้นทุกที เขาจึงตระหนักได้ว่า ตนต้องเต็มที่ให้มากกว่านี้ เพราะบิดาของเขาคงตั้งใจยุติบทบาทในฐานะประธานบริษัทในเร็ววัน

              ...นั่นหมายความว่า เวลาที่เขาต้องรับหน้าที่ดังกล่าวมาทำต่อใกล้เข้ามามากขึ้นทุกที บางทีอาจก่อนที่เขาจะอายุเหยียบขึ้นเลขสี่เสียด้วยซ้ำ

              ‘อย่างอนฉันนะ คนดี’ เขาแกล้งหยอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปเป็นเวลานาน

              ‘ใครจะงอนคุณกันครับ’ แค่นึกภาพตอนที่เจ้าของเสียงพูดประโยคนี้ เขาก็อดอมยิ้มไม่ได้

              ประโยคที่คุ้นเคย เพียงได้ยินก็พลันนึกถึงใบหน้าท่าทางที่เคยคุ้น

              ‘ไม่งอนก็ไม่งอน’

              ‘ผมไม่เคยงอน แค่นี้ก่อนนะครับ กริ่งหมดเวลาพักเที่ยงดังแล้ว’ เขาจำตารางได้ว่าครูหนุ่มมีสอนในช่วงบ่ายวันนี้ จึงยอมเลิกราแต่โดยดี

              นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องอยู่ที่นี่คนเดียวในเวลานี้ คอนโดส่วนตัวที่เขาใช้เงินเก็บซื้อมาใช้เป็นการส่วนบุคคล สำหรับใช้ในเวลาที่ตนต้องการสมาธิและพักผ่อน หลีกหนีจากบ้านและที่ทำงานอันวุ่นวาย

              เขาหยุดนวดขมับ หายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มทำงานต่อ

              ขณะนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่งแล้ว ข้างนอกคงยังคึกคักอยู่ เขาอดคิดถึงวันลอยกระทงปีก่อนๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะในปีที่เขาได้อยู่กับคนที่เขารัก

              ...ทั้งคนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว และคนที่ยังมีชีวิตอยู่

              ดูท่าเขาจะฟุ้งซ่านมากไปหน่อยเสียแล้วกระมัง คงต้องรีบทำงานให้เสร็จ จะได้เข้านอนเสียที พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้ากว่าปกติอีก

              คิดแล้วก็เริ่มลงมือทำงาน ปล่อยให้เสียงเพลงเบาๆ จากวิทยุดังคลอเป็นเพื่อนทำลายความเงียบ เขานั่งทำงานไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็พบว่าเข็มนาฬิกาได้เดินมาถึงเวลายี่สิบสามนาฬิกาเสียแล้ว

              เขารู้ตัว เพราะใครบางคนมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงใดๆ

              ...และไม่ได้โทรศัพท์บอกก่อนด้วย ว่าจะมาหาตอนดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้

              “...กวี” เขาไม่ปฏิเสธหรอกว่าเขาตกใจ ตกใจมากเสียด้วย ถึงขั้นทำปากกาที่หมุนควงอยู่เมื่อครู่หลุดลงกระแทกโต๊ะ และกระเด้งกระดอนออกไปนอนแอ้งแม้งที่พื้นเรียบร้อย

              เจ้าของชื่อยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย แต่เขาสังเกตเห็นว่าโหนกแก้มนั้นขึ้นสีเรื่อ “ยังทำงานไม่เสร็จหรือครับ” ว่าพลางก้มลงเก็บปากกาขึ้นมาคืนให้เขา

              “อย่างที่เห็น” เขารวบรวมสติกลับเข้าที่ ปรายตามองไปยังเอกสารที่กระจัดกระจาย “แต่ใกล้เสร็จแล้ว”

              อีกฝ่ายพยักหน้า “ผมขอโทษที่มาโดยไม่ได้บอก...” เว้นช่วงไปพัก ตามด้วยกระแอมแก้เก้อ ก่อนยกถุงพลาสติกใสใส่กระทงขนมปังขึ้นในระดับสายตาเขา “...เห็นคุณบอกไม่ว่าง ออกไปไม่ได้ เลยคิดว่า... ถ้าผมมาเอง... คงไม่กวนมากเกินไป...”

              ยิ่งพูดยิ่งเสียงเบาลงทุกที เขาอดยิ้มขบขันปนเอ็นดูไม่ได้

               “ไม่รบกวนเลย” เห็นคู่สนทนายังไม่ยอมสบตา เขาจึงย้ายมือขึ้นไปลูบศีรษะอีกฝ่าย “ฉันดีใจมาก”

              แว่วเสียงฮึดฮัด ไม่ใช่เสียงไม่พอใจ เขารู้ “...น้องเกลียวบอกว่าผมควรจะต้องหัดทำอะไรให้คุณดีใจบ้าง ไม่ใช่รอให้คุณทำให้ผมอยู่ฝ่ายเดียว”

              กิรณา น้องสาวของกันต์กวีอ่านเกมขาดเสมอ

              “แค่เธอมาที่นี่ฉันก็ดีใจแล้ว” เขายิ้ม มองไปรอบห้อง คอนโดแห่งนี้เป็นของเขาคนเดียว คนที่มีกุญแจมีแต่เขา ...และคนตรงหน้านี่เท่านั้นเอง “เธอมาเอง ยอมใช้กุญแจ...หมายความว่าเธอพร้อมจะย้ายมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับฉันแล้วใช่ไหม ที่รัก”

              “คุณตยาคี” อีกฝ่ายเอ่ยเรียกชื่อจริงของเขา น้ำเสียงย้ำหนักอย่างที่เจ้าตัวมักทำเวลาไม่พอใจ มันคือสัญญาณเตือนให้เขาระวังคำพูดและการกระทำ เขารู้ แต่ไม่เขาไม่เคยจะสนใจคำเตือนนั่น

              ถ้าสนและยอมง่ายๆ ก็ไม่ใช่ตยาคี อาลัยสุขสินสิ

              และถ้าเขาเป็นคนยอมง่ายๆ ย่อมไม่มีทางได้คนตรงหน้ามายืนทำหน้ามุ่ยแต่แดงระเรื่อให้เห็นอยู่แบบนี้แน่

              “ครับ คุณกันต์กวี” เขาหยอกย้อนด้วยการเรียกชื่อจริงของอีกคนกลับ

              อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็ทำท่าทำทางไม่พอใจ แต่ไม่ได้ว่าอะไร “ทำงานต่อให้เสร็จสิครับ”

              “ไปลอยกระทงกันก่อน”

              “แต่งานคุณยังไม่เสร็จ”

              “งานรอได้ ใกล้เสร็จแล้ว แต่เวลาไม่รอ และใกล้หมดวันแล้ว”

              “...ผมก็รอได้ ถึงหมดวัน แต่ผมรอไปลอยพร้อมคุณได้”

              ใบหน้าของคนพูดแดงก่ำเหมือนจะระเบิด เขารู้สึกเหมือนกำลังฝัน ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ได้ยินกันง่ายๆ จากพ่อคนปากหนักตรงหน้า

              “เดี๋ยวนี้เขาว่าวันกระทงเป็นวันวัยรุ่นเสียตัว”

              “...ครับ?” ดูเหมือนเขาจะทำให้คนฟังจับต้นชนปลายไม่ถูก

              “ฉันชักเข้าใจแล้วว่าทำไมวัยรุ่นถึงทำแบบนั้น”

              ถุงพลาสติกเหวี่ยงมาเฉียดหน้าเขาไปนิดเดียว เขาหัวเราะ ดึงเอาแขนคนที่กำลังจะฟึดฟัดเดินหนีไปไว้ได้ทัน ออกแรงรั้งเพียงเล็กน้อยก็ดึงให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดได้แล้ว

              อีกฝ่ายดิ้นขลุกขลัก ถึงจะไม่ได้ตัวสูงใหญ่มาก แต่ก็เป็นผู้ชายอยู่ดี เขาจึงปรามว่าเขาเองก็อายุเริ่มมากแล้ว ถึงจะยังไม่ถึงขั้นแก่ชรา แต่ถ้าดิ้นมากนัก กระดูกกระเดี้ยวอาจจะรับไม่ไหวก็ได้ เท่านั้นล่ะถึงได้ยอมอยู่นิ่ง

              “ขออยู่แบบนี้สักพัก” เขาพิงศีรษะลงกับหลังของคนในอ้อมแขน “แล้วฉันอ่านเอกสารชุดนี้เสร็จ เราไปลอยกระทงกัน”

              เห็นศีรษะตรงหน้าพยักขึ้นลง ใบหูยังติดจะแดง เขาขำ

              “...เสร็จแล้ว นอนที่นี่เป็นเพื่อนฉันนะ”

              “...คิดจะทำอะไรแปลกๆ รึเปล่าครับ”

              “ไม่รู้สินะ”

              “คุณตยาคี”

              “ล้อเล่น ไม่ทำน่า” เขาหัวเราะ “นะ... กวี ที่รัก คนดีของพี่”

              ลองออดอ้อนแบบที่รู้ว่าคนใจอ่อนยังไงก็ต้องอ่อนใจ

              และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

              “...ครับ ...พี่ตรัย...”

           

 

  เขาช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้มีชีวิตอยู่ถึงวันนี้

 
 
 
-----------------------------------------------------...
 
- ไม่ได้เขียนคุณตรัยกับกันต์กวีนานมากกกกกกกกกกก แต่คิดถึงเสมอนะคะ
- เหตุการณ์ในเอนทรี่ย์นี้เกิดขึ้นหลายปีหลังจากเอนทรี่ย์เก่าๆ
- แน่นอนว่าลงเอยกันแล้ว ♥
- แต่ถึงบอกว่าลงเอยกันแล้ว ก็ไม่ได้ลงเอยด้วยดีเท่าไหร่ ทั้งระหว่างทางและตอนนี้ก็คงยังมีอุปสรรคอยู่เยอะ
- แต่เอาเป็นว่าใจตรงกันแล้วอะเนาะ
- คนรักที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้วของคุณตรัยคือมะเหมี่ยว แฟนสาวที่มีแผนจะแต่งงานด้วยกัน ก่อนเธอจะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
- รีบเขียนมากเพราะนึกได้ว่าวันลอยกระทงแล้ว เราว่าวันนี้ก็เป็นวันสำคัญของคู่นี้อยู่นะคะ
- โอเค จบเท่านี้ดีกว่า ยังไงถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาเขียนตรัยกวีใหม่เรื่อยๆ ล่ะค่ะ อยากรีไรท์ต่อเติมสตอรี่ให้เป็นเรื่องเป็นราวด้วย ♥
 
สำหรับตอนนี้
ไว้พบกันใหม่นะค้า :)
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet