[PSE] Chapter 02. The Angelic Chaser

posted on 12 Jul 2013 03:34 by fourseasons
เอนทรี่ย์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 

 

Chapter 2 : The Angelic Chaser

 

 

ฉันไม่เคยนึกสงสัย หรือคลางแคลงใจในสิ่งใดที่ฉันเชื่อ 

 

...เมื่อเลือกจะเชื่อแล้ว ควรหรือที่จะเกิดข้อกังขาอันทำให้ความเชื่อสั่นคลอน...

 

 

น้ำหนักของโลหะยังคงกดทับอยู่บนลำคอเรียวระหง 

                แม้จะเริ่มคุ้นชินกับสิ่งแปลกปลอมที่สัมผัสผิวกายอยู่ตลอดเวลาสิ่งนี้แล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ฟินเลย์ ฟินน์ก็ยังคงรู้สึกอยากจะนำมันออกไปจากคอของตนเองเหลือเกิน 

               ไม่ใช่เพราะรำคาญ... แต่เป็นเพราะการมีอยู่ของมัน เท่ากับเครื่องหมายตีตราอันน่าอัปยศที่เธอยากจะทำใจยอมรับ กบฎแห่งเอลีเชี่ยนยากเหลือเกินสำหรับการยอมรับ ในเมื่อเธอมั่นใจว่าเธอคือผู้ที่มีความเชื่อและความภักดีต่อพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์ใจไม่แพ้เทวทูตองค์ไหน 

                ถึงอย่างนั้น ฟินเลย์กลับไม่สามารถปลดปลอกคอพันธะสัจจะออกได้... แม้ว่าจะทำภารกิจที่ราฟาเอลมอบหมายจนสำเร็จลุล่วงแล้วก็ตาม 

                สาเหตุน่ะหรือ...

 

 

เพราะเจ้าของเทปม้วนนั้นหนีไปได้อย่างไรเล่า

 

 

                ด้วยเหตุนั้น... เธอจึงยังคงใช้ชีวิตบนเอลีเชี่ยนต่อไป ในฐานะ ผู้ต้องสงสัยข้อหากบฎ

 

                เพียงแค่ความคิดนั้นสามารถทำร้ายจิตใจอันเข้มแข็งให้อ่อนแอลงได้ ได้แต่นึกตัดพ้ออยู่ลึก ๆ ว่าความภักดีนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ข้อกล่าวหาสลักลึกลงกลางใจ กบฎยังคงเป็นกบฎอยู่วันยันค่ำ แต่คนอย่างฟินเลย์ ฟินน์ แห่งหน่วยพิพากษาย่อมไม่ปล่อยให้ผู้อื่นรับรู้ได้โดยง่ายว่าเธอตกต่ำเพียงใด แม้ปลอกคอสีนิลนั้นจะปรากฏชัดต่อทุกสายตา เทวทูตสาวก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างทรนงและไม่หวั่นไหวต่อคำเล่าลือใดๆ

 

 

สักวันพวกเขาจะรู้...

 

ฟินเลย์พร่ำบอกตัวเองเช่นนั้น

 

...สักวันพวกเขาจะรู้ ว่า ความจริง นั้นเป็นเช่นไร

 

 

ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้น อัครเทวทูตรากูเอลเรียกเธอเข้าพบ เป็นการส่วนตัว

 

                เป็นคำสั่งที่ออกจะทำให้เธอนึกประหลาดใจอยู่ไม่ใช่น้อย เนื่องจากเป็นการเรียกพบหลังจากที่เธอเพิ่งส่งเอกสารเกี่ยวกับการพิพากษาไปได้ไม่นาน ฉะนั้นสาเหตุการเรียกตัวจึงไม่ใช่เรื่องงานประจำหน่วยแน่ ...แล้วจะมีอีกสักกี่เรื่องที่ทำให้รากูเอลต้องเรียกเธอเป็นการส่วนตัวได้เล่า

 

                แม้สาเหตุนั้นจะมีได้นับสิบ แต่สิ่งแรกที่ปราดเข้ามาในห้วงคำนึง... คือ สิ่งที่เธออยากให้เป็นจริงน้อยที่สุด

 

                ทว่า การคาดเดาของเธอนั้นถูกต้อง เมื่อรากูเอลเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้า

 

                “ฟังให้ดีนะ เรื่องนี้ต้องเก็บไว้เป็นความลับ... อ่านสิ่งที่เธอต้องทำ เสร็จแล้วทำลายกระดาษแผ่นนี้ทิ้งซะ” สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบาราวกระซิบทว่าหนักแน่นและย้ำชัดพอที่เธอจะตระหนักถึงหน้าที่

 

                ฟินเลย์ ฟินน์รับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านอย่างเงียบเชียบ ดวงหน้าสะสวยไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ

 

                ...ผิดกับความรู้สึกในใจอันปั่นป่วนราวพบเกลียวคลื่นซัดโถม...

 

 

ภารกิจลับ

 

กำจัดภยันตราย เพื่อปกป้องความมั่นคงของเอลีเชี่ยน

 

 

-- สังหารไอริส -- 

 

 

“...อย่าให้พลาดล่ะ...”

 

 

                หล่อนผงกศีรษะ แช่มช้า เป็นการตอบรับภารกิจ

 

                ทั้งที่ความสงสัยมากมายเอ่อท้นขึ้นมาในห้วงคำนึง ทำไมจึงต้องเป็น เธอ เพราะเธอถูกผูกพันธะไว้ด้วยปลอกคอพันธะสัจจะหรือ หรือนี่คืออีกหนึ่งบทลงโทษของเทวทูตสู่รู้ หากเป็นภารกิจลับที่สำคัญขนาดนั้น เหตุใดจึงเรียกใช้เธอซึ่งเป็นเพียงพนักงานหน่วยพิพากษา มิหนำซ้ำยังถูกตีตราเป็นกบฎอีกเสียด้วย เอลีเชี่ยนมิได้มี หน่วยลับ หรอกหรือ... เหตุใด ภารกิจลับ จึงไม่ใช่งานของ หน่วยลับ กัน

 

                ต่อให้สงสัยมากเพียงใด คำถามเหล่านั้นกลับมิได้พรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากของเธอเลยแม้แต่น้อย

 

               

คำถาม คือ ...เธอมีสิทธิที่จะสงสัยด้วยหรือ

 

 

                ฟินเลย์ค้อมตัวลงเล็กน้อย เปลือกตาบางเคลื่อนลง ปิดบังนัยน์ตาสีเข้มจากอีกฝ่าย คล้ายกับเป็นการตัดความคิดและความรู้สึกของตนเองเสีย

 

                สิ่งที่เธอพูดออกมา จึงมีเพียงถ้อยคำตอบรับเท่านั้น

 

 

“โปรดวางใจเถิดค่ะ ...ท่านรากูเอล”

 

 

ไอริส ไอริส ...ไอริส

 

                เท่าที่ฟินเลย์รู้ นางเป็นเทพีชั้นรองผู้โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์งามสะคราญ ฝีเท้าอันว่องไว และไหวพริบสติปัญญาอันเป็นเลิศ สิ่งเหล่านั้นที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เธอเคยได้ยิน แต่ไม่เคยพบประสบด้วยตัวของเธอเอง เมื่อถึงวันที่เธอต้องออกตามล่าไอริส เธอจึงได้รู้ซึ้งถึงความเฉลียวฉลาดของนาง

 

                การตามหาตัวไอริสไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้นางจะจงใจทิ้งร่องรอยให้สืบหา มีคำใบ้มากมายที่นางทิ้งไว้ สัญลักษณ์ ตัวอักษร ข้อความ ดอกไอริส ไพ่ บ้างของจริง บ้างลวงหลอก ชั่วขณะที่หลงคิดว่านางอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไอริสกลับอันตรธานหายไปราวหมอกควัน

 

                เมื่อรู้ตัวอีกที... เธอพบว่าเธอเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวัน

 

                หกวันที่ผ่านมาหมดไป อย่างสูญเปล่า

 

                ความคิดนั้นทำให้เธออดหงุดหงิดตัวเองไม่ได้ และที่สำคัญ อดไม่ได้ที่จะนึกโมโหไอริส เพราะเธอไม่เข้าใจการกระทำของนางเลยแม้แต่น้อย ทิ้งปริศนาที่ยากต่อการไข หลอกล่อด้วยกลลวงให้ตายใจ ทว่านางกลับอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ทิ้งร่องรอยให้ตามหา... ทั้งที่การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ดูจะเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดกว่า หากนางปรารถนาที่จะหายตัวไปเพื่อช่วยเหลืออบิสจริงดังข้อกล่าวหา

 

                ไอริสต้องการจะทำอะไรกันแน่

 

                เทพีผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเธอในยามนี้ ต้องการอะไรกันแน่

 

 

“คำถามนั้น เธอไม่คิดอยากลองหาคำตอบด้วยตัวเองหรือ เทวทูต”

 

 

                เสียงหวานเอ่ยถามราวรู้ทันความคิด ซึ่งฟินเลย์คิดว่านางคงรู้ทันความคิดของเธอจริง ๆ ก่อนที่ดวงหน้าสวยหวานจะผินมาสบสายตาโดยตรงเข้ากับเธอ ร่างระหงในชุดสีขาวพิสุทธิ์ตัดกับกลุ่มผมนุ่มสีดำขลับราวขนนกกาน้ำนั่งอยู่บนผืนหญ้าเขียวขจีริมแอ่งน้ำกว้าง เจ้าหล่อนคลี่ยิ้มส่งให้เธอโดยไม่ขยับหนี ราวกับว่าเฝ้ารออยู่ตรงนี้มานานแสนนานแล้ว

 

                ฟินเลย์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่กระชับหอกในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

                อีกฝ่ายยังคงคลี่ยิ้ม งดงามและอ่อนโยน

 

                “ให้ฉันรอเสียนานนะ เทวทูตผู้โง่เขลา” นางเว้นช่วง ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นชี้มาทางลำคอของฟินเลย์ “...สิ่งนั้น... คงทำให้เธอเชื่องไม่น้อย...”

 

                “...แม้ไม่มีปลอกคอพันธะสัจจะ ฉันก็ภักดีต่อพระเจ้าและเอลีเชี่ยนอยู่แล้ว ท่านไอริส”

 

                ไอริสหัวเราะเบา “นั่นสินะ... เทวทูต เธอเป็นคนเช่นนั้นเอง แต่แม้กระทั่งสุนัขผู้ภักดีอย่างเธอ ยังเกิดข้อกังขาต่อความภักดีของตนแล้วไม่ใช่หรือ”

 

                เทวทูตชะงัก... ชั่วขณะ เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น “...ฉันไม่มีข้อกังขาใด ๆ ต่อความภักดีและความเชื่อของตัวเอง สิ่งที่พระบิดาเจ้าบัญชาล้วนแล้วแต่เป็นความจริงของฉัน ...ฉันไม่สงสัยในความจริง”

 

                “...ความจริง...” ไอริสหลุบตาลง เลื่อนฝ่ามือขาวไปเด็ดเอาดอกหญ้าขึ้นมาเชยชม “...ความจริงนั้นจริงแท้หรือ ควรแล้วหรือต่อการยึดมั่น ในเมื่อความจริงของแต่ละคนนั้นต่างกันขึ้นกับมุมมอง” นางเบือนขึ้นมองหน้าเธออีกครั้ง “ความจริงของเธ