[APH Fiction] Goodbye, Yesterday [1]

posted on 04 Jul 2010 15:01 by fourseasons in Fic
*เอนทรี่ย์นี้มีความเกี่ยวข้องกับเฮตาเลีย อนึ่ง เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่ เขียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรและประเทศต่างๆ  เนื้อหาในนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงบนโลกนี้แต่อย่างใด กรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณฮะ
*เอนทรี่ย์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BL (Boy's Love) ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการของเจ้าของบล๊อคเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักของเฮตาเลียแต่อย่างใด

 

 

Goodbye,Yesterday
aph. alfred*arthur, francis*mathew. pg-13. mild angst.

 

 

[1.]

 

 

ผมได้หันหลังจากคุณแล้ว... และจะไม่มีวันหันกลับไปอีก

 

 

                เขาอยู่กับฝนมาตลอดชีวิต

                เห็นทั้งในเวลาที่สุขอย่างเหลือแสนเวลาที่เบื่อจนเหลือคณา เวลาที่โกรธจนแทบบ้า หรือแม้กระทั่ง เวลาที่โศกเศร้าจนสุดจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูด

                แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาเกลียดสายฝนเท่าครั้งนี้มาก่อน

                ร่างในชุดรบสีแดงสดทรุดกายลงกับพื้นดินไม่สนใจเสื้อผ้าที่ขะมุกขมอมขึ้นยิ่งกว่าเก่าจากการสัมผัสดินโคลนอันเปียกแฉะ ปืนในมือก็พลอยร่วงหลุดจากฝ่ามือ ขณะที่เขาใช้สองมืออันอ่อนแรงปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองอย่างไร้สิ้นซึ่งศักดิ์ศรี

                "บ้าที่สุด... ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้"

                เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าคงกำลังตกใจในท่าทางของเขา รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายทำท่าจะขยับตัวแม้เขาจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แน่ล่ะ...ในเมื่ออังกฤษผู้ยิ่งใหญ่กำลังเสียน้ำตาให้กับชาติที่ด้อยศักดิ์กว่า -- อดีตอาณานิคมของเขา ที่ไม่มีสิทธิ์แม้ได้รับนามเป็นประเทศ

                แต่นั่นเป็นเพียงอดีต

                เวลานี้อเมริกาเป็นผู้ชนะในสงครามประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและกำลังจะจากประเทศแม่เช่นเขาไป ...ทิ้งอังกฤษผู้นี้จากไปยืนหยัดด้วยกำลังของตนเอง ปล่อยให้เขาอยู่กับความสูญเสียที่จะต้องจดจำไปชั่วชีวิต

                อังกฤษรู้สึกเหมือนสิ้นแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง

                "อังกฤษ..."

                ผู้ชนะเอ่ยนามเขาเสียงแผ่วพึมพำอะไรบางอย่างเสียงเบาที่อังกฤษฟังไม่ได้ศัพท์ แล้วก็ยังคงยืนอยู่เช่นนั้น มีบรรดานายทหารใต้บังคับบัญชายืนกระชับปืนมั่นรายล้อมอยู่โดยรอบอย่างไม่คิดเปิดโอกาสให้อังกฤษได้มีโอกาสโจมตีกลับแม้แต่น้อย เวลานี้ความปลอดภัยของอเมริกา -- นามของประเทศอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของอิสรภาพและศักดิ์ศรีของชาวอเมริกัน -- คือสิ่งที่พวกเขาต้องปกป้องยิ่งชีพ

                น้ำตาของเขายังคงไหลไม่หยุดราวกับทำนบพัง ทั้งที่ในใจพยายามสั่งให้มันหยุดไหลอย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้ตนเองต้องน่าสมเพชมากไปกว่านี้ แต่อังกฤษกลับไม่สามารถหยุดยั้งหยาดน้ำใสเหล่านั้นเอาไว้ได้

                ความสูญเสียในครั้งนี้มันมากมายเกินใจเขาจะทนรับไหว...

                หลังจากปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างอ้อยอิ่งท่ามกลางสายฝนโปรยปรายได้พักหนึ่งอเมริกาก็ขยับตัว แม้เขาจะหันหลังให้กับอังกฤษแล้ว แต่ในใจเขาก็ยังคงอดที่จะเป็นห่วงอดีตผู้ปกครองที่กำลังแสดงความอ่อนแอให้เห็นอยู่เบื้องหน้าไม่ได้ มือที่จับปืนจึงลดลง พร้อมกับที่เขาขยับขา หมายเข้าไปปลอบประโลมอังกฤษแต่ทันทีที่เขายื่นมือเข้าใกล้ อังกฤษก็กลับปัดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี

                เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาตกใจไม่ใช่น้อย เช่นเดียวกับบรรดาพลทหารรอบด้านที่กระชับปืนอย่างพร้อมเพรียง

                อเมริการีบยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามเมื่อได้ยินเสียงอาวุธ เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติขณะที่อังกฤษเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในที่สุด

                ดวงตาสีมรกตคู่นั้นยังคงเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนง เช่นเดียวกับใบหน้างามที่เชิดขึ้นอย่างคนหยิ่งในเกียรติ

                หากเขากลับสัมผัสได้ถึงความเปราะบางภายในดวงแก้วคู่นั้น

                "ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากนาย" ริมฝีปากบางขยับเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ปลุกให้อเมริกาหลุดออกจากภวังค์ "ชัยชนะเป็นของนาย และจากนี้ไป... ฉันกับนายไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก"

                ไม่มีสายฟ้าฟาด หากประเทศเกิดใหม่กลับรู้สึกราวโดนฟาดลงกลางใจ

                อังกฤษดันตัวลุกขึ้นยืน ร่างกายอันบอบช้ำหยัดยืนตรงด้วยความทรนง ก่อนจะเอ่ยชัดแจ้งเป็นครั้งสุดท้าย "ลาก่อน อเมริกา"

                ด้วยทิฐิของผู้มีชัยและประเทศเกิดใหม่ ถ้อยความที่ได้ยินส่งผลให้อเมริกาต้องชักหน้าขึงขัง เขาเลื่อนมือกลับมาจับปืนของตนเองมั่น "ลาก่อน อังกฤษ" ว่าแล้วเขาก็หันหลังกลับ ไม่คิดเหลียวกลับไปมองแผ่นหลังบอบบางของอังกฤษอีกต่อไป

                นี่คือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว... และไม่มีวันที่จะเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้

                แต่ทำไม... เขาจึงเจ็บปวดใจนัก

                หากอเมริกาไม่มีทางรู้ได้เลยว่า... ใจของอีกฝ่ายก็ปวดร้าวไม่แพ้กันกับเขาเลย

 

 

 

                ขณะนี้เป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน

                ท้องฟ้าเหนือเกาะบริเตนมืดครึ้ม ที่บ้านของอังกฤษยังคงมีฝนตกเหมือนทุกครั้งที่เขามาเยือน แคนาดาคิดขณะก้าวเท้าลงจากรถม้า และเดินไปตามตรอกและทางเท้าอันจะนำไปสู่บ้านของอังกฤษด้วยความคุ้นเคย ชนิดที่ว่าถึงเขาจะดูเอ๋อและเป๋อขนาดไหน ให้เขาหลับตาเดินไปก็คงจะยังไปถูกทาง

                แน่ล่ะ ก็เขาเป็นอาณานิคมของอังกฤษนี่ นอกจากจะรอคอยให้อีกฝ่ายไปหา ก็ยังมีหลายครั้งที่แคนาดาต้องเดินทางมาด้วยตนเอง บ่อยครั้งจนทำให้เขาคุ้นเคยดีไม่ต่างอะไรกับบ้านของตน แล้วจะไม่ให้เขาหลับตาเดินไปถูกทางได้อย่างไร

                ร่างเพรียวพาตัวเองมาถึงหน้าบ้านอังกฤษในที่สุด เขาจัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่ อันเป็นสิ่งที่เขาทำทุกครั้งก่อนจะพบอีกฝ่าย เพราะไม่อยากโดนดุเรื่องที่แต่งกายไม่เรียบร้อย ครั้นคิดว่าคงแต่งตัวดีแล้วแคนาดาก็สั่นกระดิ่งหน้าประตูบ้านของอีกฝ่ายเบาๆ

                ไร้ซึ่งเสียงขานรับและปฏิกิริยาตอบกลับใดๆ แต่แคนาดาก็ยังคงยืนรออย่างใจเย็น เขารู้ดีว่าอังกฤษมักเป็นเช่นนี้เสมอๆ จึงหันซ้ายขวามองสวนของอังกฤษเป็นการฆ่าเวลาไปพลางระหว่างรอ

                รอไม่ถึงห้านาทีประตูเบื้องหน้าก็เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าอิดโรยของเจ้าบ้านที่โผล่ออกมาจากหลังประตู ภาพที่เห็นทำเอาแคนาดาแทบร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ยังดีที่คุมสติของตัวเองไว้ได้จึงเพียงแค่ยืนนิ่ง ฉีกยิ้มฝืดเฝือนให้ทั้งที่เหงื่ออาบเต็มหน้า "สวัสดีครับ คุณอังกฤษ"

                แต่ผิดคาด เจ้าบ้านไม่ได้เอ่ยเรียกชื่อหรือทักทายเขาตอบ หากกลับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เรียวปากบางสั่นระริกก่อนเค้นเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา "อเม..."

                เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรจึงรีบแก้ในทันใด "...แคนาดาครับ"

                อังกฤษค้างไปชั่วอึดใจ แววผิดหวังสะท้อนในดวงตาคู่นั้นอยู่ครู่หนึ่งก็จางหาย ท่าทางหยิ่งทะนงกลับมาแทนที่อย่างรวดเร็ว

                "อ้อ... แคนาดาเองรึ" อังกฤษว่าแล้วเบี่ยงตัวหลบ พร้อมเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อต้อนรับแขก "ขอโทษทีพอดีเมื่อกี้อยู่ชั้นบนน่ะ"

                เขาหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่แคนาดาก็ไม่ได้ติดใจคิดคุ้ยเรื่องราวขึ้นมาแต่อย่างใด

                ผู้มาเยือนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าบ้านของอังกฤษไปอย่างว่าง่าย เขาเหลียวมองรอบด้านอย่างเคยตัว ก่อนจะเดินตามประเทศแม่ที่กำลังเดินด้วยท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงไปยังห้องทำงานของตนเองซึ่งอยู่ชั้นสอง

                ท่าทางที่เห็นทำให้เขาอดเอ่ยปากถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ "คุณอังกฤษ...งานเยอะหรือครับ ดูท่าทางคุณเพลียมากเลย..."

                "ไม่หรอก ก็แค่นิดหน่อยน่ะ" อังกฤษตอบเสียงเรียบแต่ก็แฝงด้วยความอ่อนแรงอยู่ภายใน ก่อนก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย

                แคนาดารู้ทันทีว่านิดหน่อยของอังกฤษก็คือมากสำหรับคนทั่วไป

                "ได้นอนบ้างไหมครับ..."

                "ก็พอได้นอนอยู่... สองสามชั่วโมง"

                มิน่าถึงได้ดูอิดโรยขนาดนี้ แคนาดาตั้งข้อสังเกตในใจ

                "มีงานอะไรที่ผมพอจะช่วยได้บ้างไหมครับ"

                อังกฤษเปิดประตูห้อง ก้าวนำเข้าไปและทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เต็มแรง มือข้างหน้ายกขึ้นเสยผมด้วยท่าทางเหนื่อยใจเมื่อเห็นเอกสารบนโต๊ะ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางให้แคนาดาที่ตามเข้ามาด้วยท่าทางเป็นห่วง "แค่นายช่วยฉันจัดการเรื่องในเขตของนายได้ดี ฉันก็หายเหนื่อยไปได้มากแล้วล่ะ"

                แคนาดาพยักหน้าน้อยๆ "...คนของผมยังอยากอยู่กับคุณอยู่นะครับ"

                อังกฤษได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มตอบ แม้จะยังดูมีท่าทางอ่อนแรงแฝงอยู่บ้างก็ตามที "ได้ยินแบบนั้นก็ดี... นโยบายใหม่ที่นำไปใช้ครั้งก่อนไม่โดนต่อต้านหรือคัดค้านใช่ไหม"

                "ครับ ตอนนี้โดยภาพรวมแล้วก็กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี"

                อังกฤษพยักหน้ารับอีกครั้งแล้วก็กลับไปให้ความสนใจกับเอกสารที่อยู่ในมือต่อ ขณะที่แคนาดายังคงยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขา ท่าทางดูน่าขันจนอังกฤษต้องเปิดปาก "นั่งลงสิฉันไม่อยากกลายเป็นคนที่ปล่อยให้นายยืนรับงานจนปวดขา แล้วเดินทางกลับบ้านไม่ไหวหรอกนะ"

                แคนาดารับคำอย่างว่าง่าย อาณานิคมหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าบ้าน วางมือบนตักอย่างเรียบร้อยขณะลอบสังเกตใบหน้าอ่อนแรงของอีกฝ่ายไปด้วย

                ลักษณะท่าทางของคนตรงหน้าคล้ายกับคนที่มีศักดิ์เป็นเหมือนพี่ชายของเขาไม่มีผิด

                พี่ชายตัวโตที่มีรั้วบ้านอยู่ชิดติดกัน หากแต่กลับกลายเป็นประเทศเต็มตัวไปแล้ว ผิดกับเขาที่ยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ และช่วงนี้ก็กำลังยุ่งอยู่กับการงานในการพัฒนาประเทศของตนให้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จัก หากแต่แท้จริงแล้ว เพียงแค่ด้วยความเป็นประเทศใหม่ที่สามารถแยกตัวออกมาจากอังกฤษได้ด้วยกำลังของตน ก็ทำให้มีผู้คนมากมายพากันเข้ามาติดต่อโดยที่เขาแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ

                เวลาปกติอเมริกามักจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแต่งแต้มบนใบหน้า หากแต่ในช่วงนี้เวลาที่แคนาดาเดินทางไปเยี่ยม เขากลับมักจะมีสีหน้าเหนื่อยล้าอยู่เป็นนิจ

                แคนาดาเคยคิดว่านั่นคงเป็นเพราะอีกฝ่ายมีงานมากมายให้ต้องสะสาง ทั้งเรื่องประชากร รัฐในปกครอง การคลัง การเมือง และรากฐานของประเทศ หากแต่หลังจากสังเกตมาได้หลายวัน เขาก็พบว่าอเมริกาในเวลานี้แตกต่างไปจากปกติจริงๆ ...และหนึ่งในความผิดปกตินั้นก็คือการที่อีกฝ่ายคอยถามไถ่เขาเรื่องของอังกฤษแทนที่จะทำเป็นมองไม่เห็นหัวเขาหรือแกล้งเขาเหมือนเคยนั่นแหละ

                ทุกครั้งที่เขาตอบไปว่าอังกฤษยังสบายดีอยู่ แค่มีงานเต็มมือไปหน่อย อเมริกาก็จะบ่นหงุงหงิงประมาณว่า ‘คนๆนั้นก็เป็นแบบนี้ทุกที' ให้เขาได้ยินอยู่เสมอ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อเมริกาหลุดสีหน้าโล่งใจออกมา แคนาดาถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพี่ชายปากหนักของเขาก็แค่เป็นห่วงอังกฤษเท่านั้นเอง

                แล้วเมื่อเขาได้เห็นปฏิทินในคืนนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าทำไมอเมริกาจึงดูเป็นห่วงอังกฤษจนถึงขั้นต้องมาถามเขา

                เพราะเวลากำลังเคลื่อนเข้าใกล้วันที่สี่เดือนกรกฎาคมมากเข้าไปทุกที

                วันที่อเมริกา