[APH Fiction] Silence

posted on 17 Mar 2009 00:18 by fourseasons in Fic

*เอนทรี่ย์นี้มีความเกี่ยวข้องกับเฮตาเลีย อนึ่ง เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่ เขียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรและประเทศต่างๆ  เนื้อหาในนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงบนโลกนี้แต่อย่างใด กรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณฮะ

 

Silence
aph. alfred*arthur. pg. romance.

 

            เย็นวันหนึ่งเมื่อครั้งเขายังเด็ก เขาพบหมู่มวลผกาบานสะพรั่งอยู่ริมธารน้ำใส

            สีสันหลากหลายของพวกมันช่างสะดุดตาจนเด็กน้อยไม่อาจขยับเท้าไปไหนได้ ได้แต่ยืนมองด้วยความหลงใหลก่อนจะเหลือบซ้ายแลขวา มองจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ก็สาวเท้าเข้าหาสิ่งสะดุดตา สองมือน้อยค่อยๆ เด็ดดึงเอาดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่าออกจากผืนดิน พร้อมกับที่รอยยิ้มสดใสกว้างขึ้นตามจำนวนดอกไม้ที่วางเกลื่อนพื้น

            กระต่ายขนปุกปุยสองสามตัวเคลื่อนกายเข้าหาเขาอย่างแช่มช้าทว่าไร้อาการหวาดกลัว เขากับพวกมันคุ้นเคยกันดีและมักเล่นด้วยกันเสมอยามที่มีเขาเพียงลำพัง

            เจ้าตัวขนปุยตัวหนึ่งซุกไซ้กับหลังมือเขา เรียกเสียงหัวเราะเริงร่าประสาเด็กให้ดังอยู่ในบรรยากาศ เขาตบรางวัลกระต่ายช่างอ้อนด้วยการวางดอกไม้สีสดดอกหนึ่งลงเหนือหัวมัน ปิดบังใบหน้าของเจ้ากระต่ายไปแทบถึงครึ่ง

            ห้วงคิดของเด็กน้อยกระหวัดนึกถึงพี่ชายใจดีที่แวะเวียนมาหาอยู่เนืองๆ พลันสองมือก็กวาดเอาดอกไม้เข้าอ้อมแขน ก่อนจะลุกขึ้นยืน ขยับสองเท้าพาร่างเล็กป้อมกลับสู่บ้านของตน

            ทันทีที่บานประตูเปิดออก กลิ่นอาหารก็ลอยมาแตะจมูก ร่างน้อยวางดอกไม้ลงบนเก้าอี้ประจำโต๊ะทานอาหารตัวหนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปหาคนตัวสูงกว่าที่ยืนทำอาหารอยู่

            ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าแสดงความประหลาดใจขณะเบือนมามอง ก่อนจะแปรเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นเจ้าของอ้อมกอด

            อังกิดๆ วันนี้ป๋มมีของฝากให้อังกิดด้วยล่ะฮะ

            อย่างนั้นเหรอ ขอบใจนะอังกฤษตอบแบบส่งๆ หยิบเอาจานสองใบขึ้นมาประคับประคองไว้แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก โดยมีอเมริกาเดินตามไม่ยอมห่าง วางของไว้แล้วมาทานข้าวก่อนแล้วกัน วันนี้ฉันต้องรีบกลับ...

            พวงแก้มใสพองออกแทบจะในทันใดที่ได้ยินคำกล่าวที่ว่า เด็กน้อยช้อนตาขึ้นมองอังกฤษด้วยหมายออดอ้อนให้อีกคนอยู่ต่ออีกสักนิด แต่อีกฝ่ายไม่รับรู้แถมยังไม่หันมามองหน้าเลยด้วยซ้ำ

            แม้จะรู้สึกน้อยอกน้อยใจเป็นล้นพ้น แต่อเมริกาก็ปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ไม้อย่างทุลักทุเลแต่โดยดี เขาเพิ่งเริ่มนั่งบนเก้าอี้เองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ถึงอังกฤษจะทักท้วงว่าตัวเขายังเล็กเกินกว่าที่จะทำเช่นนั้นเองอย่างไรก็ตาม อเมริกาก็ยังดื้อดึง รั้นจะทำเองให้ได้

            เด็กชายมองอาหารหน้าตาประหลาดเบื้องหน้าตนเอง ก่อนจะเบือนไปมองอังกฤษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองเห็นอีกฝ่ายไม่ชัดนัก ลำพังแค่จะตักอาหารกินเองยังลำบากใช่ย่อย

            อเมริกาเหลือบมองไปทางขวามือของตัวเอง พบกับกลุ่มดอกไม้ที่เขาเก็บมาและวางทิ้งไว้ ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มสดใส ก่อนที่มือเล็กป้อมจะคว้าเอาดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมายื่นส่งให้อังกฤษ

            อังกิดๆ ป๋มให้อังกิดฮะ

            อเมริกา... เสียงนุ่มเอ่ยปราม ดวงตาสีมรกตฉายแววติเตียนขณะมองสบกับดวงตาสีไพลิน ฉันบอกแล้วนี่ ว่าเวลาทานอาหารไม่ให้พูดน่ะ

            อเมริกาเงียบเสียงลงทันทีที่ได้ยิน มือป้อมปล่อยดอกไม้ให้หลุดออก ก่อนจะหลุบตาลงต่ำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ อาการร้อนผ่าวที่ขอบตาตามมาติดๆ ด้วยความกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายโกรธเอา

            ทั้งที่เขาเพียงแต่อยากจะเป็นฝ่ายให้อะไรกับอังกฤษบ้างเท่านั้น...

            บรรยากาศชวนอึดอัดดำเนินไปอีกพักใหญ่ ไม่มีเสียงสนทนาใดๆ ตามมานอกจากเสียงของช้อนส้อมโลหะกระทบกันกับจานกระเบื้อง อเมริกาเขี่ยอาหารในจานไปมา ขณะที่อังกฤษก็ตักอาหารเข้าปากไม่พูดไม่จา

            ...อเมริกา

            เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้น ความรู้สึกน้อยใจระคนหวาดยังคงเหลืออยู่ในใจทำให้เขาไม่กล้าจะมองหน้าอีกคนให้เต็มตา แต่เมื่อประโยคต่อมาหลุดจากปากอังกฤษ ดวงตากลมใสก็พลันเบิกกว้างโดยอัตโนมัติ

            ฉัน... เอ่อ... รับดอกไม้แล้วนะ ดูสิ

            อังกฤษพึมพำเสียงแผ่ว ดวงหน้าขึ้นสีเรื่อพร้อมกับที่ดวงตาเสมองไปทางอื่น ดอกไม้สีแดงสดประดับเด่นอยู่เหนือเสื้อนอกบนอกข้างซ้าย เป็นดอกไม้ที่อเมริกาวางทิ้งไปเมื่อครู่นี้เอง

            ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงขึ้นสีอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มที่มอบส่งมาให้ก็เจือแววขัดเขินอย่างเคย แต่เสียงที่เอ่ยกับอเมริกากลับนุ่มนวลอย่างสัมผัสได้ ไม่โกรธฉันแล้วนะ... ทานข้าวดีๆ ได้หรือยัง?

            อเมริกาคลี่ยิ้มกว้างตอบ จับช้อนส้อมในมือมั่น แล้วเอ่ยเสียงใส

            ฮับ ป๋มรักอังกิดที่สุดเลย!”

 

 

            วันนี้ เขากำลังเจอเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับวันนั้น

            ต่างกันที่ เมื่อวันนั้น เขาเป็นฝ่ายทำตัวไร้สาระ แม้จะเป็นแค่เด็ก แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าวันนั้นเขาน้อยใจด้วยเรื่องที่ไร้สาระมากเพียงใด มาวันนี้ เขาคิดว่าเขาเป็นฝ่ายทำตัวมีสาระที่สุดแล้ว แต่อีกคนนี่สิ... กำลังทำตัวไม่ต่างกับลุงขี้บ่นเลยสักนิด

            อเมริกามองแฮมเบอร์เกอร์ที่กองอยู่บนโต๊ะอาหารซึ่งตนนำมาฝากเจ้าบ้านขณะเดินทางผ่านบ้านของอังกฤษ ความไม่เข้าใจแล่นปรี่ขึ้นมาเต็มสมองเมื่อเห็นท่าทางฉุนเฉียวกระฟัดกระเฟียดของคนสูงวัยกว่า กับอีแค่แฮมเบอร์เกอร์หนึ่งโหลถ้วน จะโกรธอะไรกันนักกันหนาน้า...

            เขาอุตส่าห์หวังดี เห็นผอมๆ ก็กลัวว่าจะกินไม่พอ เลยเอามาฝากแท้ๆ เชียวนะ...

            คนเขาอุตส่าห์เอาของมาฝาก ลุงจะโกรธอะไรกันนักกันหนาล่ะลอบถอนหายใจหนึ่งคำรบ ไม่อนาทรต่อสายตาดุดันของอังกฤษในผ้ากันเปื้อนที่ถือกระทะทำหน้าปั้นปึ่งอยู่เบื้องหน้า เนี่ย ของดีสุดๆ เลยนะ เพิ่งออกจากเตาสดๆ ร้อนๆ !”

            คนได้รับของดีแต่ไม่รู้คุณค่าส่งสายตาเขียวปัดไปให้คนพูด มือผอมหวดกระทะกับอากาศ จากนั้นจึงเค้นเสียงออกมาแผ่วเบาทว่าชัดเจน ไม่ต้องการ!”

            อะไรเล่า มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รับ?

            ก็ใครที่ไหนมันเคยเอาแฮมเบอร์เกอร์เป็นพิษมาให้เพื่อนฝูง แล้วทำเอาคนกินป่วยเป็นแถบๆ เล่า หา!”

            บังเกิดความเงียบขึ้นเป็นเวลานานกว่าห้านาที

            อเมริกาแสร้งทำเสมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นเมื่อครู่นี้ เขาเปลี่ยนไปมองอาหารเย็นที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารของอังกฤษ แล้วยิ้มกว้างสดใส วันนี้ฉันกินอาหารเย็นด้วยนะ

            หา?อังกฤษเลิกคิ้วขึ้นสูง มีสีหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ทำไมนายต้องมากินข้าวที่บ้านฉันด้วยเล่า ไม่ชอบไม่ใช่หรือไง ไปกินที่บ้านฝรั่งเศสนู่น ไปว่าพลางถอดผ้ากันเปื้อนออกแขวนเก็บเข้าที่ ก่อนจะเดินมานั่งประจำหน้ามื้อเย็นของตัวเอง

            ก็แล้วใครบอกว่าฉันจะกินอาหารของนายล่ะ ใครจะทนกินได้นอกจากนายอเมริกาชิงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ก่อนที่อีกฝ่ายจะไล่ตะเพิดเขาออกไปนอกบ้าน ต่อประโยคทันทีโดยไม่เว้นช่วงให้อังกฤษได้ย้อนกลับ ฉันก็จะกินแฮมเบอร์เกอร์ของฉันนี่แหละ

            ก็ออกไปกินข้างนอกสิ ทำไมต้องมากินบ้านฉันเจ้าบ้านยังไม่เลิกโวยง่ายๆ แม้จะจับอุปกรณ์ตักอาหารเข้าปากแล้วก็ยังไม่วายบ่น เห็นแฮมเบอร์เกอร์วางกองแล้วมันหงุดหงิด

            หงุดหงิดมากๆ เดี๋ยวก็ผมหงอกหรอก ลุง

            จะหงอกก็เพราะคุยกับนายนี่แหละ!”

            อะไรกัน ฉันอุตส่าห์ตั้งใจจะชวนคุยให้นายร่าเริงนะ อย่ามาพาลกันอย่างนี้สิ

            ไม่ได้พาล!” เสียงแหวดังมาอีกระลอก แค่พูดความจริงและพูดตามที่คิด! ให้ตายสิ... มื้อเย็นของฉันพังหมดก็เพราะนายคนเดียว...

            อเมริกาหรี่ตาลง มองอังกฤษตักอาหารไม่ขาดช่วง ร่างสูงกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก วางแฮมเบอร์เกอร์ลงกับพื้นโต๊ะก่อนจะดันตัวลุกขึ้นยืน

            อังกฤษ

            อะร...คำรับขาดช่วง เมื่อกลีบปากที่ตั้งใจจะเอ่ยรับถูกทาบทับด้วยเรียวปากของอเมริกาอย่างรวดเร็ว สัมผัสแผ่วเบาพาดผ่านริมฝีปาก แต่ก็ชัดเจนจนเรียกเอาสีเลือดขึ้นมาทาบทับบนใบหน้าด้วยความตกใจได้ไม่ยาก

            อเมริกาทิ้งตัวลงนั่งตามเดิม หยิบแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นกัดกร้วมหนึ่งคำ แล้วเอ่ยหน้าตายทั้งที่ไม่หันไปสบตา เวลากินอย่าพูดสิ นายสอนฉันเองนี่

            อ... ฝ่ายโดนว่าถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ทำท่าคล้ายจะเถียงกลับอยู่หลายครั้งหลายหน แต่แล้วก็ตัดสินใจก้มหน้านิ่ง ปิดปากเงียบ ทานมื้อเย็นไม่พูดไม่จาใดๆ อีกต่อไป

            เมื่อลองหันกลับไปมองอังกฤษอีกครั้ง ก็พบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงซับสีเรื่อจางๆ อยู่เช่นเดิมนั่นเอง พอเห็นเช่นนั้นเขาก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ แม้จะได้รับสายตาเคืองจัดจากคนหน้ามุ่ยกลับมาเป็นระยะๆ ก็ตาม

            บรรยากาศดำเนินอยู่ในความเงียบเช่นนั้นอยู่นานแสนนาน และทั้งที่โดยปกติแล้ว เขาเป็นคนที่ไม่นิยมชมชอบความเงียบเลยสักนิด แต่ในเวลานั้น เขากลับรู้สึกว่าความเงียบก็เป็นสิ่งที่มีส่วนดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

 

 

            เพราะความเงียบ... ทำให้เขาได้ยินเสียงหัวใจของใครบางคนชัดเจนขึ้นกว่าที่เคย...

 

 

END.

------------------------------------------------...

postscript;
- โน๊ตบุ๊คดับ ต่อไฟล์เก่าๆ ไม่ได้ ผมก็เลยท้าชนกับมัน ด้วยการแต่งเรื่องใหม่ซะเลย กร๊าก
- ความจริงคือ ได้พล๊อตมาจากตอนไปชะอำเมื่อไม่กี่วันก่อนครับ ก็เลยเขียนซะ
- เขียนเรื่องสั้นจากประเด็นเล็กๆ นี่มันง่ายดีนะครับ หากินกับมันต่อไปดีมั้ยเนี่ย...
(แต่ก็อยากจะเขียนเรื่องยาวบ้าง...)
- มีข้อผิดพลาดประการใด รบกวนติติงและชี้แจงฮะ
วางมือไปเดือนนึงไม่ยุ่งเกี่ยวเลยเพื่อสอบก็เล่นเอามึนตอนแต่งเหมือนกัน...
รู้สึกมันไม่เบย์เอย์... (ไม่เกี่ยวกับที่ผมเล่นยงซู*อาเหยาเมื่อตอนบ่ายใช่มั้ย...)
- ต่อไปจะลองฟิคยาวเป็นเรื่องเป็นราวบ้างล่ะ... โอ๊ซ
- ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ฮะ
แล้วพบกันใหม่

 

...ปอลอ
1. ผ้ากันเปื้อนสุดยอดมากกกกกกกกกกกกกกก ครับ
2. คุณอิชิคาว่า หล่อ ลุง เซอได้ใจมาก ขอบคุณเจ๊มิ้นท์นะครับ อีวินน์ตายตาหลับแล้ว
(รอไปเจอตัวเป็นๆ ค่อยตายก่อนดีมั้ย...)

 

Comment

Comment:

Tweet

แอร๊ แต่งได้น่ารักมากงิ ><
อัลเฟรดน่ารักจริงๆ cry cry

#9 By PuppyToshi on 2010-02-22 14:56

เวลากินข้าวไม่ให้พูดจะจำไว้ค่ะ

ม...โมเอะโคดดดดดด โอ๊ยยย เพิ่งมาอ่านดีเลย์หลังเขามากมาย (ปกติอ่านเอาจากในบอร์ด ชอบลืมเก็บที่เอกทีนเง้อ)

แต่อ่านแล้วอยากลงไปนอนกลิ้งเลยค่ะ ทั้งจิบิอัลฟ์ ท่านอาเธอร์ในชุดผ้ากันเปื้อน นี่มันอิ๊อั๊งเกินจะทน แต่สุดๆ ต้องวิธีปิดปากค่ะ อ้ากกก อัลฟ์น่ารักๆ น่ารักมากๆ ทำแบบนี้บ่อยๆ เซ่!!

ชอบการผูกเรื่องมากเลยค่ะ อ่านฟิคคู่นี้จะชอบอะไรแนวๆ นี้ โยงตอนเด็กบรรจบมาตอนโต ชอบมากๆ เลยค่ะ ^^

#8 By chibi on 2009-04-17 04:38

จิบิอัลฟ์นี่น่ารักที่สุดในโลกกกกก
พ่อโตมากลายเป็นอ้วน...
แต่ตอนนี้ยอมรับ...
= =b! สุดยอดมากอ้วน ได้ใจแม่ยกไปเลย~

#7 By วาร : waras on 2009-03-20 23:18

น่ารักมากเลยค่ะ cry ชอบค่ะชอบ

#6 By LanguR on 2009-03-18 11:41

อ่านแล้วอิ๊งอั๊งมีความสุขมากมายค่ะท่านวินน์ >w< ทำเอากลับไปมีไฟอีกรอบเลย ฮาๆๆ

ตอนอ่านช่วงที่ท่านอาเธอร์ดุอัลฟ์แล้วแอบหงอยไปด้วย กับคิด ท่านทำไมใจร้ายจัง แต่อ่านไปแล้ว โอ... นี่มันซึนนี่หว่า 555+

อัลฟ์นี่เอะอะก็จูบจริงๆ แต่หนูชอบนะคะ มากกว่านั้นก็ดีค่ะ กร๊ากกกก (/me โดนกระทะท่านอาเธอร์)

ชอบเบย์เอย์ของท่านชะมัด! มันให้ความรู้สึกว่าอัลฟ์นี่AKY แถมยังโอจิอีก... ท่านอาเธอร์ขี้บ่นๆ เนี่ยน่ารักเป็นบ้า >w<

ปล. ผ้ากันเปื้อนสุดยอด~!!!
ปปล. รออ่านเรื่องยาว หุหุหุ

#5 By renme on 2009-03-17 20:57

ประโยคสุดท้ายกระแทกหัวใจ โอ๊กกกกกก...

ไม่เคยอ่านเฮตาเลียค่ะ แต่อ่านฟิคเบย์เอย์ท่านวินน์แล้วชุ่มชื่นหัวใจม้ากกกกกมากกกกกกก

#4 By irindel on 2009-03-17 13:11

แค่จูบเองเหรอครับ

ทำอะไรให้มันมากกว่านั้นหน่อยไม่ได้หรือไง


กะจะวาดเป็นโปรเจคถัดไป ทั้งโชตะและผ้ากันเปื้อน
โดนแซง

เหอๆ จะอัพเบย์เอย์เรทประถมแล้วนะquestion

#3 By Micky" on 2009-03-17 09:38

นึกว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก ผกป. 5555
ผกป. มันสุดยอดมาก ว้ากกก... อยากวาด ผกป. 55
ทำไมต้องใช้ตัวย่อ ไม่เข้าใจ - -

อิอัลฟ์เอเควายอีกแล้ว.. แฮมเบอร์เกอร์น่ะ เพื่ออ ...
แต่ฉันชอบ suddenly kiss ของเธอที่สุดในโลกเลยอัลเฟรด


แน่ใจเหรอว่าทำตัวมีเหตุผลที่สุดแล้ว ? ฮาา...

ท่านอาเต้อโมเอ้กระแทกตามากเลยตัวเอง...
เวลาเถียงๆกันเนี่ย
ยิ่งซึน ยิ่งโมเอ้

ว๊ายยย.....

ขอ suddenly kiss อีกซักทีเหอะ เอาเลย เอฟ โจนส์ 55

#2 By พินสะดุ่ย on 2009-03-17 02:50

แอบตกใจตอนแรกที่เห็นท่านอาเธอร์ดุอัลฟ์จนเจ้าตัวหงอย แต่อ่านไปเรื่อยๆก็ยิ้มได้เลยค่ะ น่าร้ากกกจริงๆ ตัวป้อมน้อยเดินเตาะแตะพลางกอบดอกไม้แล้วมันฮื้อ น่าอุ้มแล้วจับเหวี่ยงจริงๆ<-เพ้อแล้ว

ฟิคน่ารักค่ะ พอมองจากมุมมองอัลฟ์แล้วท่านอาเธอร์ก็ขึ้บ่นจริงๆล่ะนะ open-mounthed smile ตอนจบกับบรรทัดสุดท้ายที่บรรยายตัวหนาช่างทำให้บรรยากาศหวานขึ้นมาทันตายังไงชอบกลbig smile

#1 By 【いくみ】 on 2009-03-17 01:06