[APH Fiction] Helping Hand

posted on 21 Dec 2008 15:30 by fourseasons in Fic

*เอนทรี่ย์นี้เป็นฟิคเฮตาเลีย อนึ่ง เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่เขียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรและประเทศต่างๆ เล็กน้อย เนื้อหาในนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงบนโลกนี้แต่อย่างใด กรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณฮะ
** คำเตือน: ยาวมากฮะ...

 

Helping Hand
aph!berwald*tino. pg. romance, mild angst.

 

โลกนี้มีนิทานเพ้อฝันอยู่มากมาย เป็นเรื่องของเจ้าหญิงกับเจ้าชายที่พบพานกันด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผ่านอุปสรรคทดสอบรักแท้นับพันรูปแบบ และลงเอยด้วยการครองรักกันอย่างมีความสุขชั่วนิจนิรันดร์

            ทว่า ชีวิตจริงมิใช่เรื่องเช่นนั้น

            เขาอยู่มานาน รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่จำความได้ โลกนี้มีเรื่องราวแปลกประหลาดมากมาย บางครั้งเจ้าหญิงก็ไม่ได้อยู่เคียงคู่เจ้าชายหากแต่มีความรักกับสามัญชน ปัญหาในราชวงศ์มิได้จบลงด้วยความรักหากแต่จบด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตา ราชาก็มิจำเป็นต้องมีราชินีผู้เลอโฉมอยู่ข้างกาย และบางครั้งเรื่องราวก็น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นเมื่อขุนนางชั้นสูงมีรักนอกกรอบกับบุคคลที่ไม่ควรจะรัก

            ชีวิตไม่ใช่นิทาน และเขาก็รู้เรื่องนั้นดี การมีชีวิตอยู่ทำให้เขารู้ว่าไม่มีสิ่งใดยั่งยืน... ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่มั่นคงชั่วกาลนาน

            เมื่อเจ้าชายรักเจ้าหญิงได้... เจ้าชายก็สามารถหมดรักเจ้าหญิงได้เช่นกัน...

 

 

หลายครั้ง... เขาสงสัย ยามที่สายตามองไปยังแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย เขาสงสัยว่าจะมีหนทางใดที่เขาจะเข้าใจคนตรงหน้าได้หรือไม่ จะมีไหม วันที่เขาเลิกหวาดกลัวสายตาของอีกคน ทั้งที่รู้แก่ใจว่าคนที่เขาอยู่ด้วยไม่ใช่คนเลว ทั้งที่คิดว่ารู้ดีว่าอีกคนดูแลเขาเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่หลายครั้ง... เขาก็อยากจะเข้าใจใครคนนั้นให้มากกว่านี้

            อยากได้ยินเสียง อยากได้ยินคำพูด อยากรับรู้ความคิด... ไม่อยากคาดเดาไปแค่ฝ่ายเดียว ว่าการที่พวกเขาอยู่ด้วยกันแบบนี้ เป็นเพียงเพราะคำสั่งจากเจ้านาย หรือแค่เพราะเหตุผลเรื่องปากท้องประชาชนเท่านั้นหรือเปล่า...

            เขาเคยคิดอยากถาม แต่หลายครั้งสิ่งที่แสดงออกมากลับมีเพียงรอยยิ้ม แล้วไม่นาน เขาก็ทำกลบเกลื่อน พูดคุยเรื่องธรรมดาสามัญเฉกเช่นปกติ

            เขาเคยคิด... ว่าแค่ได้อยู่แบบนี้ตลอดไปก็คงไม่เป็นอะไร ถึงคนที่อยู่เคียงข้างจะไม่เคยพูดอะไรออกมา แถมยังทำอะไรเข้าใจยากหลายครั้ง แต่แค่พอรับรู้ว่าอีกคนไม่อยากให้เขาไปไหน ...แค่นั้นก็น่าจะสุขใจ

            ทั้งที่เคยคิดแบบนั้น...

            หากเมื่อวินาทีที่รัสเซียบุกมายึดเอาตัวเขาไป ...วินาทีที่ใครคนนั้นปล่อยมือจากเขาในที่สุด เขากลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบดับวูบ

            ยิ่งยามที่จากกันโดยไม่มีแม้แต่คำลา ไม่มีแม้สายตาที่เหลียวมองในช่วงเวลาสุดท้าย เขายิ่งรู้สึกเหมือนถูกช่วงชิงเอาลมหายใจไปสิ้น

            เคยคิดว่าอีกคนคงไม่มีวันปล่อยเขาไป

            ...แต่เขาคงเข้าใจผิดไปเอง

            ไม่ว่าจะอย่างไร ฟินแลนด์ก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่สวีเดนไม่ได้มองว่ามีค่าอะไรมากไปกว่าคนอื่น

            มันก็เท่านั้น...

 

 

บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบ

            เขายืนนิ่ง ตั้งสมาธิ สายตาเพ่งมองไปยังเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า ลมเย็นผ่านมาหนึ่งระลอก พาเอาความหนาวพัดวูบต้องผิวเนื้อ ส่งผลให้กลุ่มผมนุ่มใต้หมวกสีสะอาดพลิ้วตามแรงลมเล็กน้อยในทิศทางเดียวกันกับใบหญ้า มือเล็กกระชับปืนมั่น ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย ควบคุมสติให้มั่นคง

            แล้วเหนี่ยวไก

            ปัง!

            เสียงกระสุนแหวกอากาศ ผ่านความว่างเปล่า และพุ่งเข้ากลางเป้าหมายอย่างงดงาม

            เขาถอนหายใจ ปาดเหงื่อเม็ดน้อยออกจากใบหน้า ถึงอากาศจะค่อนข้างหนาว แต่เขาคงกดดันตัวเองมากเกินไปจึงยังมีเหงื่อออกได้ พลิกปืนในมือไปมา กระชับให้แน่นเข้าอีกครั้ง แล้วขยับยิ้มด้วยความพอใจ ก่อนแทบสะดุ้งเมื่อเสียงปรบมือดังขึ้น

            เขาหันไปทางที่มาของเสียง พบชายหนุ่มในชุดสีสันฉูดฉาดสะดุดตาเยื้องกรายเข้ามา พลันรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม "เป็นยังไงบ้างครับ?"

            "ดีๆ" ฝรั่งเศสยิ้มกว้าง ก้าวยาวๆ ตรงมากอดคอลูกศิษย์ชั่วคราวด้วยท่าทางเริงรื่น ท่าทางพอใจในผลงานของหนุ่มฟินน์อย่างเหลือล้น "ดีมากๆ ไม่เสียแรงเลยจริงๆ ที่ได้พี่ฝรั่งเศสคนนี้เป็นคนสอน ปะ งั้นวันนี้พอแค่นี้แล้วไปพักกันดีกว่า"

            ไม่ว่าเปล่ายังขยับเท้าก้าวยาวๆ อาศัยแรงและทีเผลอบีบบังคับให้อีกคนเดินตามการนำของตัวเองอีกต่างหาก

            "เอ๊ะ ด... เดี๋ยวสิครับ" ฟินแลนด์ละล้าละหลัง หันซ้ายหันขวา มองหุ่นขนาดเท่าคนจริงที่เป็นของซ้อมเมื่อครู่ที มองหน้าฝรั่งเศสที่กำลังดึงเขาห่างจากที่ฝึกเรื่อยๆ ที พยายามจะออกแรงขืนแต่กลับไม่เป็นผลนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกรงใจอีกคนนั่นเอง "เพิ่งจะซ้อมได้ไม่นานเองนะครับ ฝรั่งเศส..."

            "เถอะน่า~ เป็นชั่วโมงแล้วนา จับปืนนานๆ เดี๋ยวมือมันก็ด้านเอาหรอก ไปพักทานของว่างกับฉันดีกว่า"

            "ต... แต่ว่า..." เขายังไม่ยอมคล้อยตามง่ายๆ แต่ถึงใจจะคิดค้านยังไง ความคิดทั้งหมดก็เป็นอันต้องอันตรธานหายไปเมื่อมือของคู่สนทนาเลื่อนมาจับหมับบนหน้าอก แถมยังลูบไปๆ มาๆ อย่างถือวิสาสะและไร้ความเกรงใจโดยสิ้นเชิง

            "ฝ... ฝรั่งเศส!"

            "เอาล่ะ จะไปกันดีๆ ได้หรือยังเอ่ยจ๊ะ?" ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มหวานให้ แต่ทำเอาคนรับถึงกับขนลุกเกรียว ผงกหัวปลกๆ แบบยอมแพ้พลางเอ่ยเสียงอ่อน

            "ค... ครับ แต่ว่าก่อนอื่น... ช่วยปล่อยมือก่อนได้ไหมครับ..."

            ฝรั่งเศสยิ้มกว้าง ยอมปล่อยมือแต่โดยดี เมื่อนั้นฟินแลนด์จึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังไม่หายระแวง จึงต้องขยับตัวทิ้งระยะห่างจากอีกคนพอควร

            หลังสงครามครั้งใหญ่จบลง และเขาได้แยกตัวเป็นอิสระจากรัสเซีย ฟินแลนด์ก็เริ่มเรียนรู้วิธีการรบจากฝรั่งเศส เขาจึงได้เดินทางมาหาอีกฝ่ายบ่อยๆ ในยามว่าง ได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้างเพราะบางทีตัวคนสอนก็พานอกเรื่อง แถมทางฝ่ายฝรั่งเศสก็มีภาระที่ต้องแบกรับซึ่งเป็นผลมาจากสงคราม ถึงกระนั้นก็นับได้ว่าเห็นผลค่อนข้างชัดถนัดตา และเขาเองก็รู้สึกขอบคุณฝรั่งเศสไม่ใช่น้อย

            ทั้งสองเดินออกจากที่ฝึก ผ่านมายังสวนขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยความประณีต ประดับด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสตามสไตล์เจ้าบ้าน โต๊ะขาวขนาดเล็กสำหรับมุมชาในยามบ่ายตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของสวนนั้น ฝรั่งเศสเลื่อนเก้าอี้ให้เขา ฟินแลนด์จึงเอ่ยขอบคุณเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่ง

            ไม่มีคนรับใช้อยู่รอบตัวแม้แต่คนเดียว ฟินแลนด์จึงอาศัยโอกาสนั้นชิงรินชาก่อน ส่งให้ฝรั่งเศสที่รับไปจิบด้วยท่าทางสบายๆ ส่วนตัวเขาเองก็จิบน้อยๆ พอเป็นมารยาท

            "วันนี้อากาศดีนะ" ฝรั่งเศสเปิดประเด็นสนทนา

            "ครับ"

            "น่าเศร้าที่อีกไม่นานบรรยากาศสบายๆ แบบนี้ก็คงจะหายไป..."

            "เอ๋?" ฟินแลนด์กระพริบตาปริบ พยายามมองหาความนัยที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยายความอีกซ้ำยังเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

            "ว่าแต่ เดี๋ยวนี้มาแถวนี้บ่อยๆ เจ้าหมอนั่นไม่ว่าอะไรหรือ?"

            ถึงจะไม่มีการขยายคำว่าเจ้าหมอนั่นอย่างชัดเจน แต่ฟินแลนด์คิดว่าเขาพอจะรู้ มือคู่นั้นจึงสั่นน้อยๆ แม้จะเพียงครู่แต่เขาคิดว่าคนที่ผ่านโลกมานานอย่างฝรั่งเศสคงจะสังเกตเห็น ร่างเล็กเลือกที่จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ไม่หรอกครับ ทำไมถึงจะต้องว่าอะไรผมด้วยล่ะฮะ สุซังน่ะ..."

            "งั้นเหรอ..." คนถามลากเสียงยาว หลับตาพริ้มพลางลิ้มรสชาบนปลายลิ้น "ฉันว่าหมอนั่นหวงนายออกนา"

            ถ้าไม่ใช่เพราะเราอยู่ติดกัน... เขาก็ไม่สนใจผมหรอกครับ

            "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ เขาก็... มองผมเหมือนกับที่ประเทศอื่นๆ มองนั่นแหละ"

            "อย่างนั้นเหรอ?"

            "ครับ"

            "แน่ใจเร้อ?"

            โดนถามย้ำๆ ไปหลายครั้งคนต้องตอบก็ชักทำตัวไม่ถูก มือไม้เริ่มจะดูเกะกะขึ้นมาทันที แก้วตากลมใสเหลือบขึ้นมองฝรั่งเศสด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ยิ่งเห็นสายตาแบบคนรู้ทันของคนตรงหน้าก็ยิ่งสรรหาคำพูดเหมาๆ มาตอบไม่ได้ ได้แต่ตอบเสียงแผ่วอ้อมๆ แอ้มๆ "...ครับ"

            "ทั้งที่หมอนั่นเคยเรียกนายเป็นภรรยาเนี่ยนะ?"

            "...ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยครับ สุซังคงแค่พูดเล่นเท่านั้นแหละ" ตอบพร้อมระบายรอยยิ้มแห้งๆ ขึ้นบนริมฝีปาก รู้แก่ใจว่าช่างเป็นคำตอบที่ไม่เข้าท่าอย่างถึงที่สุด

            ฝรั่งเศสเลิกคิ้วขึ้น ยกมุมปากขึ้นขยับยิ้ม "อย่างหมอนั่นพูดเล่นด้วยรึ?"

            เขาตอบไม่ได้ ทำได้แค่นิ่งเงียบอย่างอับจนจะต่อความ

            มือใหญ่ของคู่สนทนาเลื่อนมาตบปุบลงบนหัวเขาเบาๆ เป็นสัมผัสที่ติดจะหยาบกร้านแต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนในฉบับฝรั่งเศส "ทั้งที่ฉันคิดว่านายรู้จักหมอนั่นดีที่สุดแท้ๆ เลยเชียวน้า แสดงว่านี่ที่จริงยังไม่เข้าใจอะไรอีกตั้งหลายอย่างงั้นสิ..."

            "ผม..."

            "แย่ๆ" ฝรั่งเศสว่าพลางส่ายหัวไปมาช้าๆ เลื่อนมือไปดึงสองข้างแก้มของฟินแลนด์เบาๆ "ทำไมตอนนี้นายกลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้วล่ะ หืม?" จากที่ดึงเฉยๆ ถึงตอนนี้ก็เริ่มขยับดึงขั้นดึงลงช้าๆ อีกด้วย "ยิ้มของนายหายไปไหนแล้วน่ะ? เดี๋ยวต้องเตร