[CS] US: 02 - 03
posted on 30 Sep 2008 17:22 by fourseasons in Ori
คำเตือน: (1)
เนื้อหาในเอนทรี่ย์นี้ไม่ปลอดภัยนักสำหรับผู้ไม่ถูกโรคกับความรักระหว่างเด็กหนุ่มด้วยกัน
หากคิดว่าไม่สามารถอ่านได้ แนะนำให้ปิดฮะ (2)
ไซด์สตอรี่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ในโรงเรียนลูกบาศก์
ฉะนั้นแม้ไม่อ่านก็ไม่เป็นไรฮะ
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกวีและโรงเรียนลูกบาศก์โดยตรงจะถูกทำการแปลงเป็นเวอร์ชั่น
อ่านได้ทุกเพศทุกวัย เอาไปลงอีกบล๊อคฮะ (ฮา)
(3) ถ้าให้ผมจัดเรทแล้ว เรื่องนี้อยู่ในระดับ G ฮะ ไม่มีพิษภัย และตอนนี้ก็ยังไม่พาดพิงถึงความรู้สึกระหว่างทั้งสองคนด้วย เป็นเพียงความสัมพันธ์วัยเยาว์เท่านั้น
CS Side Story: Underground Side
PREVIOUS: 01 - พานพบ
02 - กบดาน
sorn & kawee side story. g. romance. cubic school project.
(1)
บ้านของกันต์กวีตั้งอยู่ริมคลอง เป็นหนึ่งในพื้นที่เงียบสงบบริเวณชานเมือง ห่างจากใจกลางเมืองซึ่งมีแต่ความสับสนวุ่นวาย พ่อของเขาตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ที่นี่เพื่อหลีกหนีจากสังคมเมือง พากันยกมาทั้งครอบครัวฝั่งพ่อจึงต้องสร้างบ้านหลังใหญ่โดดเด่นจากหลังใกล้เคียง แม้มองจากที่ไกลก็ยังเห็นตัวบ้านสีฟ้าได้ชัดเจน
ใกล้ๆ บ้านของเขามีชุมชนเล็กๆ ซึ่งมีสวนสาธารณะที่เขากับญาติพี่น้องมักไปเล่นด้วยกันบ่อยๆ นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ว่างถัดจากบ้านเขาไปสองช่วง เป็นที่รกร้างที่พ่อเขาชอบนำมาใช้แหย่เรื่องภูติผีปีศาจกับเขานัก
เพราะเหตุที่ว่า กันต์กวีจึงไม่กล้าเข้าใกล้พื้นที่ดังกล่าว เด็กชายมักยืนเมียงมองอยู่ห่างๆ เมื่อญาติของตนชักชวนกันเดินเข้าไปสำรวจ แม้จะโดนเกลี้ยกล่อมกึ่งบังคับให้เดินเข้าไปอยู่หลายหน แต่กันต์กวีก็มักจะเดินหนีหรือหลบกับพี่ชายเสียทุกครั้ง
เพราะฉะนั้น ตอนนี้เขาจึงได้แต่นิ่งอึ้งเมื่อจู่ๆ เด็กชายสรณ์ปราชญ์ รัตติครองก็พูดขึ้นว่า
"วี เราไปสำรวจที่นั่นกันเถอะ"
และที่นั่นของสรณ์ปราชญ์ก็คือพื้นที่รกร้างแห่งนั้นนั่นเอง
(2)
กันต์กวีส่ายหัวดิก
"ไม่เอา เราไม่อยากไป"
เพื่อนสนิทของเขามีสีหน้างุนงงสงสัย เด็กชายผิวขาววัยสิบเอ็ดขวบมองไปยังที่แห่งนั้นอีกครั้ง ก่อนจะเบนกลับมายังกันต์กวี เห็นสีหน้าหวาดๆ ของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็พยายามกลั้นยิ้มเต็มที่ ยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนแล้วเอ่ย "ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ฉันเองก็ไปด้วยนะ น่าสนุกดีออกไม่ใช่หรือไง"
"ไม่สนุก" เขาค้านเสียงแข็ง นานๆ ทีถึงจะหัวรั้นขนาดนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความสบายใจของตัวเอง
"เอาน่า..." สรณ์ปราชญ์ยังคงไม่ละความพยายาม "เพื่อนอุตส่าห์มา พาไปเที่ยวเล่นหน่อยสิ"
"ที่อื่นไม่ได้หรือไง?"
"ก็อยากไปที่นั่นน่ะ เอาน่า วี ตอนนี้กลางวันนะ ไม่มีอะไรหรอก..."
คนตัวเล็กกว่าไม่ยอมให้ง่ายๆ ท่าทางกลัวมากจนท้ายที่สุดสรณ์ปราชญ์ต้องยื่นมือออกมาจับอีกคนแน่น นิ่งเงียบไปกันไปพักแล้วสรณ์ปราชญ์ก็ขยับยิ้มอย่างเคย
"สรณ์ปราชญ์อยู่ด้วยทั้งคน ไม่ต้องกลัวหรอกน่า"
(3)
ฝนกำลังตก ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตามาตั้งแต่ตอนเช้า ตกหนักจนคุณยายขายผักไม่สามารถจะพายเรือมาขายได้ดังปกติ ตกหนักจนกันต์กวีสามารถอาศัยโอกาสนั้นเดินออกนอกบ้านมาได้โดยที่ไม่มีใครรู้
กิรนากับทศพลกำลังทะเลาะกัน น้องสาวของเขากับลูกชายอามักหาเรื่องทะเลาะกันได้เสมอ โดยทั่วไปแล้วมักทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระอย่างการแย่งเกม และก็จบลงด้วยดีทุกครั้ง แต่วันนี้ไม่เหมือนกับทุกที ทศพลไม่ยอมลดราวาศอกให้น้องง่ายๆ สุดท้ายเถียงกันไปกันมากิรนาก็ปล่อยโฮออกมากลางบ้าน ครั้นกันต์กวีเดินเข้าไปไกล่เกลี่ย เด็กชายทศพลก็ผลักเขาเต็มแรงจนหงายหลัง ลำบากให้ผู้ใหญ่ต้องเข้ามาห้ามมวย ส่วนการัณย์ก็เดินเข้าไปปลอบน้องสาว
กันต์กวีรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
ความรู้สึกที่ว่าทำให้เขาตัดสินใจหันหลังเดินออกนอกบ้าน รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถจอดลงใกล้ๆ บ้าน ก่อนจะตามด้วยเสียงตะโกนเรียกของใครบางคน แต่กันต์กวีกลับหันหลังวิ่งหนีมาโดยไม่ฟังแม้แต่น้อย
ตอนนี้เขาอยู่ในพื้นที่รกร้างใกล้ๆ บ้าน
เมื่อสองเดือนก่อนเขายังกลัวที่แห่งนี้แทบขาดใจ แต่หลังจากได้มาสำรวจกับสรณ์ปราชญ์แล้วก็พบว่าไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ถึงจะไม่กล้าเข้าใกล้ในเวลากลางคืน แต่ถ้าเป็นกลางวัน กันต์กวีก็ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะที่แห่งนี้คือฐานทัพลับของเขากับสรณ์ปราชญ์
หลายครั้งที่เขาสองคนมาเล่นที่นี่กันเมื่อสรณ์ปราชญ์ติดสอยห้อยตามบิดามาบ้านเขา บางครั้งก็จะมีกิรนาหรือการัณย์ตามติดมาด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีแค่เขาสองคนเสียมากกว่า
เมื่อรู้สึกแย่ เขาก็จะมาที่แห่งนี้เช่นกัน
สาเหตุหลักคือไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายนักด้วยความที่มันเป็นที่ร้าง สาเหตุที่สองคือไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะใช้สถานที่แห่งนี้ในการซ่อนตัว
ถ้าจะมีคนรู้ ก็คงมีอยู่แค่คนเดียว...
"วี!"
(4)
สรณ์ปราชญ์ รัตติครองหอบหายใจหนักหน่วง
ใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่าส่อเค้าหล่อเหลาชัดเจนฉายชัดซึ่งความห่วงใย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโล่งอกเมื่อเห็นว่าคนที่ตนเรียกดูท่าจะปลอดภัยดี แม้จะยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำนักเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาเห็นก่อนหน้านี้
เด็กชายตัวสูงยอบตัวลงนั่งข้างเพื่อน ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบครองอยู่นาน ก่อนที่สรณ์ปราชญ์จะเปิดบทสนทนา "เกิดอะไรขึ้น?"
"เปล่านี่"
"แต่เมื่อกี๊ฉันเห็นนายวิ่งออกมาจากบ้าน แถมฉันเรียกก็ไม่ยอมหัน" กันต์กวีถึงกับสะอึกกึก "ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น?"
"น้องเกลียวกับต้นทะเลาะกัน"
"อืม แล้ว...?"
"...แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย ห้ามต้นก็ไม่ได้ ปลอบน้องเกลียวก็ไม่ได้..."
สรณ์ปราชญ์นิ่งไปพักก่อนจะถอนหายใจ ยกมือขึ้นตบหัวกันต์กวีเบาๆ "นายก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ทุกเรื่องนี่ เจ๊ๆ ของฉันทำอาหารไม่เป็นสักอย่างยังไม่เห็นเดือดร้อน"
"แต่เราเป็นพี่นะ..."
"เจ๊สายกับเจ๊สินของฉันก็เป็นพี่สาว"
กันต์กวีเงียบ
สรณ์ปราชญ์เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจออกมาอีกหนึ่งคำรบ ลูบหัวเพื่อนสักพักแล้วก็เลื่อนลงมาลูบไหล่ เอาหลังพิงกับซากเพิงที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ร้างแล้วพูดเบาๆ ทว่าหนักแน่น
"ฉันอาจจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ฉันจะนั่งอยู่ข้างๆ นายอย่างนี้ก็แล้วกัน จะกลับเมื่อไหร่ก็บอกได้... จะรอเป็นเพื่อน"
มืออุ่นที่ตรงไหล่ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บไปจากร่างกายได้เป็นอย่างดี
...ราวกับจะปลอบประโลม...
แล้วหยดน้ำใสก็ไหลออกจากดวงตาของกันต์กวีอย่างเงียบงัน
(5)
กันต์กวีกำลังพยายามปัดมือของสรณ์ปราชญ์ออกจากหน้า "...เราเช็ดเองได้น่า"
"เอาอะไรเช็ด? เปียกไปทั้งตัวแบบนั้น" คนตัวสูงกว่าไม่ยอมง่ายๆ ยังคงใช้มือของตนเองปาดน้ำตาที่เปื้อนอยู่ตามใบหน้าเพื่อนอย่างไม่ลดละ "มือก็จับอะไรมาบ้างก็ไม่รู้"
"นายเองก็พอกันแหละน่า..."
สรณ์ปราชญ์หัวเราะร่า ขยี้ผมเขาไปมาอย่างเคย
"เถียงได้แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ..."
03 - งานมา
sorn & kawee side story. g. romance. cubic school project.
(1)
สรณ์ปราชญ์ รัตติครองอาจดูเหมือนคนมุทะลุ ใจร้อน และเจ้าอารมณ์ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นเด็กชายที่มีความรับผิดชอบ ใจเย็น และดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว
นิสัยส่วนแรกทำให้เขาดูคล้ายเด็กเกเร แต่เพราะเหตุนั้นสรณ์ปราชญ์จึงมีเพื่อนมากมายกระจายไปทั้งชั้น ความสนุกสนานและตรงไปตรงมาของเด็กชายทำให้เพื่อนๆ รักใคร่ ไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่ครูสาวหลายคนยังชอบใจในความร่าเริงของเด็กชายคนนี้
นิสัยส่วนที่สองช่วยกลบความดูคล้ายเด็กไม่ดีของสรณ์ปราชญ์ไปจนสิ้น เวลาที่ต้องทำงานหรือคุยกับผู้ใหญ่ เด็กชายที่เคยโผงผางจะเปลี่ยนไปพูดจาเรียบร้อยและเอาจริง ท่าทางของสรณ์ปราชญ์เวลาทำงานทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอดชมไม่ได้ ทั้งที่เป็นแค่เด็กอายุสิบสามปี แต่กลับมีความรับผิดชอบและรู้งานอย่างที่พี่มัธยมปลายบางคนยังต้องอาย
ทุกครั้งที่กันต์กวีกล่าวชมเขาในเรื่องนี้ สรณ์ปราชญ์ก็จะหัวเราะเบาๆ แล้วตอบว่า "มีพ่อเป็นผู้พิพากษา มีแม่เป็นครูสอนสังคม มีพี่สาวไม่ค่อยเต็มอีกสองคน แล้วก็มีน้องสาวที่ยังไม่รู้เรื่องอีก ชีวิตมันก็ต้องเป็นแบบนี้นั่นแหละ"
"ก็ดีไม่ใช่เหรอ?"
เมื่อเขาพูดเช่นนั้น สรณ์ปราชญ์ก็ส่งเสียงครางอืมอือราวครุ่นคิด แล้วพยักหน้าพร้อมยิ้มน้อยๆ "ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีหรอกนะ เจ๊สายกับเจ๊สินถึงเพี้ยนๆ ก็ดูแลฉันดี เพียงแต่..."
สรณ์ปราชญ์หันมามองเขา ยิ้มกว้างกว่าเก่าแล้วก็ขยี้ผมเขาเต็มแรง
"เวลาได้เปิดเผยตอนอยู่กับเพื่อนสนิทมันดีกว่าน่ะ"
(2)
การบ้านในระดับชั้นมัธยมเป็นการบ้านในปริมาณที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
เขาเคยได้ยินการัณย์บ่นให้ฟังอยู่หลายครั้ง เห็นพี่ชายนอนโต้รุ่งอีกไม่ใช่น้อยโดยเฉพาะในช่วงมอสามที่ต้องเตรียมตัวสอบขึ้นมอสี่ และแม้งานในชั้นมัธยมหนึ่งจะไม่มากเท่าที่เขาเคยเห็นพี่ชายประสบ แต่ก็ทำให้กันต์กวีกับสรณ์ปราชญ์ต้องห่างกันไปพักใหญ่เลยทีเดียว
ประเด็นหลักคือ งานส่วนใหญ่เป็นงานกลุ่มซึ่งต้องใช้เวลาในการประชุมและจัดเตรียมมาก บางครั้งก็ต้องรวมหัวกันทำตลอดพักเที่ยงเลยก็มี ยิ่งกับเด็กผู้ชายที่ไม่ค่อยรับผิดชอบกันด้วยแล้ว กว่าจะทำก็ตอนหนึ่งหรือสองวันก่อนส่งนั่นแหละ เลยต้องรีบหลับหูหลับตาทำไม่มีเวลาจะไปสนใจใคร
ประเด็นที่สองคือ เด็กชายสรณ์ปราชญ์ รัตติครองมีตำแหน่งหัวหน้าห้องค้ำคออยู่ เวลาพักหลายครั้งจึงต้องวิ่งวุ่นไปส่งการบ้านตามห้องพักครูชั้นต่างๆ บางทีก็โดนใช้งานต่อ กว่าจะกลับถึงห้องก็หมดเวลาพักแล้ว ยิ่งอยู่คนละห้องเรียนด้วยแล้ว ยิ่งพบกันยากเข้าไปใหญ่
ถึงกระนั้น กันต์กวีก็ยังคงนั่งรอสรณ์ปราชญ์ซ้อมบาสทุกเย็น
เย็นนี้ก็เช่นกัน เขานั่งทำการบ้านไปพลาง สอนการบ้านให้กิรนาซึ่งอยู่ชั้นปอสี่ไปพลางระหว่างรอสรณ์ปราชญ์
"แล้วตรงนี้ก็..." เขาเงียบเสียงลงเมื่อน้องสาวเงยหน้าขึ้นทำตาใสแป๋ว "...ทำไมหรือ? น้องเกลียว"
"เกลียวหิวจังเลยค่ะ"
ตอนนั้นเอง เสียงของสรณ์ปราชญ์ก็ดังขึ้น
แล้วกิรนาก็ยิ้มออก
(3)
สรณ์ปราชญ์ซึ่งอยู่ในสภาพชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อยกมือขึ้นปัดผมออกจากทางสายตา
เด็กชายแต่งกายด้วยชุดนักเรียนเรียบร้อยแล้ว แม้จะหลุดลุ่ยไปบ้างเพราะคงรีบแต่ก็น่าจะผ่านออกไปนอกโรงเรียนได้ ที่จริงโรงเรียนตอนเย็นก็ไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องนี้นัก กันต์กวีจึงทำได้แค่ทำหน้ามุ่ยแล้วฟังเสียงเพื่อนคุยกับกิรนา
"ว่าไงครับ ทำการบ้านเสร็จหรือยังเอ่ย?"
"พี่ศร เกลียวหิวแล้วค่ะ"
สรณ์ปราชญ์ชะงักไปครู่ ก่อนจะหันมามองกันต์กวี "นี่นายทารุณเด็กเหรอ?"
"ประสาทหรือไง? ก็รอนายนั่นแหละถึงได้ไม่พาไปหาของกิน"
หนุ่มนักบาสผงกหัวรับหงึกหงัก ยิ้มทะเล้นอย่างเคยแล้วโน้มตัวลงในระดับสายตาของกิรนา "ถ้าอย่างนั้นเราไปหาของกินแล้วค่อยกลับบ้านกันดีกว่าเนอะ"
กันต์กวีมองสรณ์ปราชญ์ที่กำลังช่วยกิรนาเก็บของใส่กระเป๋าแล้วถาม "นายจะกลับบ้านเรา?"
"อืม"
"วันนี้แม่เรามารับ"
หัวหน้าห้องหนึ่งชะงักไปชั่วอึดใจ กันต์กวีจึงเสริม "วันนี้แม่ออกมาส่งต้นฉบับ เลยรอรับด้วย ตอนนี้นั่งรออยู่ที่แม็คโดนัลด์"
"ไม่เป็นไร กลับได้"
"เราว่านายมาค้างบ้านเราบ่อยไปแล้วมั้ง?"
"วันนี้ฉันไม่ได้ค้าง"
"อ้าว..."
สรณ์ปราชญ์หยิบกระเป๋าของกิรนาขึ้นมาแล้วจูงจับมืออีกข้างของเด็กหญิง "พ่อฉันจะไปเอาของกับพ่อนาย บอกให้ฉันไปบ้านนายอยู่แล้ว"
ได้ยินดังนั้น กันต์กวีจึงพยักหน้ารับแล้วรีบก้าวเท้ายาวๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยืนอยู่ข้างอีกฝ่าย สรณ์ปราชญ์พูดคุยกับกิรนาพักหนึ่งก็หันมาทางเขา แล้วพูดเสียงเบา "ไม่อยากให้ฉันไปที่บ้านนายหรือ?"
"เปล่านี่ แค่รู้สึกว่ามาบ่อยๆ มันไม่ดีกับคุณลุงหรือเปล่า..."
"พ่อน่ะไม่ว่าอะไรหรอก" สรณ์ปราชญ์ผ่อนลมหายใจยาว แล้วหันมาทางเขาพร้อมใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้ม "ทำนู่นนี่มาทั้งวันจนแทบไม่เจอกันเลย ฉันก็อยากใช้เวลาตอนเย็นเล่นกับนายให้เต็มที่น่ะ"
เมื่อไม่รู้จะตอบว่ายังไง เขาจึงได้แต่เงียบแล้วเดินข้างสรณ์ปราชญ์ที่ยังคงคุยกับกิรนาต่อไป
แต่เขาว่าอีกฝ่ายคงรู้ว่าเขาเองก็คิดแบบเดียวกัน...
TBC.
--------------------------------------------------------...
(1)ช้ากว่าที่คิดไปเยอะ แต่สองตอนควบมาต่อแล้วฮะ (2) ตอนที่สี่จะมาในเีร็ววัน (3) เขียนไปฟัง esoragoto ของ wa drama cd แผ่น 6 ไปด้วย (4) น้ำตาจะไหล... กวี พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกต้องเสียใจจจจจ
ว่าแล้วก็จรลี
แล้วพบกันใหม่ครับ











ว่างแล้วจะมาคอมเมนท์ละเอียดๆอีกรอบ
ป.ล. เพิ่งสังเกต ครูเคนก็เล่นบาสเหมือนศรแฮะ
#1 By aki on 2008-09-30 18:46