[APH Fiction] Everyone Knows (Except US) [2.]

posted on 12 Jan 2010 17:57 by fourseasons  in Fic

*เอนทรี่ย์นี้มีความเกี่ยวข้องกับเฮตาเลีย อนึ่ง เฮตาเลียเป็นการ์ตูนที่ เขียนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรและประเทศต่างๆ  เนื้อหาในนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงบนโลกนี้แต่อย่างใด กรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณฮะ
*เอนทรี่ย์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ BL (Boy's Love) ซึ่งเป็นเพียงจินตนาการของเจ้าของบล๊อคเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักของเฮตาเลียแต่อย่างใด

 

Everyone Knows (Except US)
aph. alfred*arthur. pg. romance.

 

[SIDE B.]

 

 

และพบว่าบางครั้ง... ไม่แน่ใจในคำตอบของตัวเอง

 

 

            อเมริกากำลังนั่งกระวนกระวายอยู่หน้าโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

            ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น คือ หนุ่มแว่นผมทองคนนี้นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นบ้านตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์ที่กำลังฉายหนังแอคชั่นบู๊ล้างผลาญและส่งเสียงดังกึกก้องออกมาทุกห้านาที ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องที่หน้าจอ แต่กลับไร้ประกายสดใส มีแต่แวววุ่นวายใจฉายชัด ซึ่งสาเหตุของอาการดังกล่าวนั้นก็มาจากโทรศัพท์มือถือที่นอนนิ่งอยู่บนหน้าตักของเขานั่นเอง

            นิ่งจนชวนใจหาย

            เพราะหมายความว่าคนที่เขาเฝ้ารอยังไม่ทำการติดต่อมาสักที!

            รอมาตั้งแต่หกโมงเย็นของเมื่อวาน เวลาที่อเมริกามั่นใจว่าอีกฝ่ายยังไม่หลับเพราะเวลาของทางนั้นก็ยังไม่ขึ้นวันใหม่ และเขาตัดสินใจโทรศัพท์ไปเพื่อชักชวนให้มาร่วมฉลองปีใหม่กันที่บ้านของเขา หลังจากจ้องโทรศัพท์อยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง

            จนกระทั่งตอนนี้... สี่ทุ่มครึ่งของนิวยอร์ค -- ตีสามครึ่งที่ลอนดอน ยังไร้วี่แววการติดต่อใดๆ !

            ช่างเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ไม่ดีเอาเสียเลย

            อเมริกาถอนหายใจ จับจ้องภาพยนตร์ตรงหน้าด้วยความเซ็งสุดขีด ขณะที่กำลังชั่งใจว่าควรจะนั่งอยู่ต่อจนถึงเที่ยงคืนเพื่อฉลองปีใหม่เพียงลำพัง หรือหนีความว้าเหว่ไปนอนเสียตั้งแต่ตอนนี้ดี โทรศัพท์มือถือก็สั่นครืดคราด ตามด้วยแผดเสียงลั่นจนเจ้าของถึงกับสะดุ้ง แต่ก็ไม่ลืมที่จะคว้ามันไว้

            ชื่อที่โชว์หราบนหน้าจอทำให้ความหวังของเขาพังทลาย

            แคนาดา...

            แม้ลึกๆ จะเสียดายสุดแสน แต่สุดท้ายอเมริกาก็กดรับสายอยู่ดี

            ว่าไง แคนาดา

            แว่วเสียงลมหายใจปลายสายสะดุดห้วง อาจเป็นเพราะตกใจกับเสียงตอบรับสุดห้วนของอเมริกา อ๊ะ... ครับ แค่จะโทร.มาบอกว่าคืนนี้ผมไม่อยู่ที่บ้านน่ะครับ ขอโทษด้วยที่คงจะไม่ได้แวะไปทักทายต้อนรับปีใหม่ด้วยน่ะครับ

            อ๋อ... เรื่องแค่นั้นเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า ฮีโร่ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องแค่นี้ร้อก!” ว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่น ยังผลให้อีกฝั่งโทรศัพท์ถึงขั้นงง

            แน่นอน... อเมริกาไม่นับเรื่องแค่นี้เป็นอารมณ์หรอกถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่อังกฤษ

            เขานึกในใจ แล้วสมองก็พลันไพล่ไปจุดข้อสงสัยหนึ่งขึ้นมาในหัว

            นี่ แคนาดา...

            ครับ?

            ว่าแต่ ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนอะ?

            อ๊ะ... อ๋อ เอ่อ...เพียงแค่ฟังอาการตะกุกตะกักก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากตอบนัก เท่านั้น อเมริกาก็พอจะเดาได้ทันที อยู่... ที่บ้านคุณฝรั่งเศสน่ะครับ

            นั่นไง... ฮีโร่ไม่เคยผิด

            จริงๆ ผมตั้งใจจะกลับตั้งแต่ตอนบ่ายนะ แต่คุณฝรั่งเศสดันรั้งตัวผมไว้เสียอย่างนั้น ตอนนี้ผมก็เลยยังอยู่ที่บ้านเขาอยู่เลยแคนาดารีบแก้ตัวทันใด จริงๆ ผมตั้งใจจะขึ้นเครื่องไปพร้อมกับคุณอังกฤษด้วย แต่ก็เพราะโดนรั้งแหละครับ เลยไม่ได้กลับไปที่บ้านจนได้...

            คำอธิบายเสริมทำให้อเมริกาเบิกตากว้างทันใด นายว่าอะไรนะ? แคนาดา

            หา? ครับ?

            อังกฤษ... ขึ้นเครื่องไปไหน?

            อ้าว ก็ขึ้นเครื่องไปหาอเมริกาสิครับ วันนี้พวกคุณนัดกันไว้ไม่ใช่เหรอ... นี่คุณอังกฤษก็ไปนานแล้วนะครับ ตามกำหนดก็น่าจะไปถึงได้สักพักแล้วนี่นา...น้ำเสียงของแคนาดาเจือแววครุ่นคิดระคนเป็นห่วงอยู่ในที

            แต่คนฟังน่ะตกใจยิ่งกว่า!

            หา! ว่าไงนะ! ถ้ามาถึงแล้วทำไมตาลุงนั่นถึงไม่โทร.มาหากันเลยล่ะ บ้าเอ๊ยอเมริกาเผลอตัวขึ้นเสียงดังด้วยอารามตกใจ ลุกพรวดไปหยิบเอาเสื้อโค้ทตัวเก่งมาสวมใส่ก่อนจะก้าวยาวๆ ตรงไปปิดโทรทัศน์ แล้วอังกฤษบอกได้นายไหมว่าจะไปที่ไหน?

            เอ๊ะ... ไม่ได้บอกนะครับ...

            งั้นเหรอ... ขอบใจมากนะ แคนาดา ยังไงก็สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า ปีหน้ามีอะไรก็บอกฮีโร่ได้ทุกเรื่องเลยนะยังไม่วายพูดติดตลกทั้งที่ในใจกำลังร้อนรนสุดแสน

            ฝ่ายตรงข้ามบอกสวัสดีปีใหม่พร้อมกล่าวลา และอเมริกาก็ตัดสายโทรศัพท์ก่อนจะก้าวพรวดออกนอกบ้านของตัวเองไปทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน

            รู้แต่ว่า ถ้าเจอหน้าพ่อคนปากหนักเมื่อไร จะขอหยิกแก้มแรงๆ สักหลายๆ ที ฐานทำให้คนอื่นเป็นห่วง และทำให้ฮีโร่หวิดจะหัวใจวายตายตั้งแต่ยังไม่ขึ้นปีใหม่

            ขอบอกว่าโทษข้อหลังเป็นโทษร้ายแรงมากเลยด้วย!

 

 

            นิวยอร์คไม่ใช่เมืองขนาดเล็กๆ

            เรื่องนี้เขารู้ดี และคิดว่ารู้ดีพอกันกับเจ้าบ้าน อังกฤษเคย ปกครองผืนแผ่นดินนี้นานหลายปี กับแค่เรื่องความเปลี่ยนแปลงและลักษณะของที่ดินผืนนี้ ไม่มีทางที่อังกฤษจะไม่รู้

            แต่รู้ทั้งรู้ ใจลึกๆ ก็ยังหวังว่าใครบางคนจะหาตัวเขาเจอในเมืองใหญ่ แม้อีกใจจะคอยย้ำคอยเตือนตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้

            ถึงปากจะบอกว่าตัวเองเป็นฮีโร่ แต่อเมริกาก็คืออเมริกา... อเมริกาที่ไม่ใช่ฮีโร่เหมือนในการ์ตูน

            อังกฤษเป่าลมหายใจออก ก่อควันขาวจากลมหายใจเบื้องหน้า ร่างเพรียวที่ซุกตัวอยู่ในเสื้อโค้ทและผ้าพันคอทำหน้าบูด ทิ้งตัวลงพิงม้านั่งตัวยาวในสวนสาธารณะที่ไม่ค่อยหลงเหลือผู้คน บนที่นั่งว่างข้างๆ กันมีถุงของขวัญที่สุดท้ายก็เลือกมาแบบขอไปที แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ให้หรือเปล่า

            เขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา จดๆ จ้องๆ อยู่หลายครั้งหลายครา บางโอกาสเขากดหาชื่อของอเมริกา จ้องมองอย่างชั่งใจ แต่สุดท้ายก็กดทิ้งไปและปล่อยตัวเองนั่งโดดเดี่ยวอยู่แบบนี้

            เจอก็ให้ ไม่เจอก็ไม่ให้... อังกฤษบอกตัวเองแบบนั้นในท้ายที่สุด

            ขณะนี้ห้าทุ่มครึ่งที่นิวยอร์คแล้ว อีกไม่นานก็จะขึ้นปีใหม่ หากอเมริกาไม่พบเขาก่อนถึงเวลานั้น เขาก็ตัดสินใจว่าจะพาเอาถุงของขวัญนี้กลับไปที่บ้านตัวเองด้วยเหมือนตอนที่มา

            เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า นภาเมืองใหญ่ไร้ดวงดาวอย่างที่คาด แต่ความว่างเปล่านั้นเองที่ช่วยให้ใจของอังกฤษสงบลงและคิดทบทวนถึงคำพูดของฝรั่งเศสได้มากกว่าที่เคย

            เขากับอเมริกา... เป็นแฟนกัน?

            พวกเขามีความสัมพันธ์กันแบบนั้น?

            เขาถามตัวเองแบบนี้อยู่หลายครั้ง นึกทบทวนถึงความสัมพันธ์ของเขากับตาบ้าแฮมเบอร์เกอร์อยู่หลายหน จริงอยู่ที่เขาติดต่อกับอเมริกาบ่อยครั้ง และหลายครั้งก็ติดต่อกันด้วยเรื่องไร้สาระ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเป็นอะไรกันไม่ใช่หรือไง

            ที่สำคัญ คือ เขากับอเมริกาไม่เคยตกลงปลงใจเป็นแบบนั้นกันเลยสักครั้ง

            แต่พอหวนคิดถึงคำพูดของฝรั่งเศสเมื่อตอนกลางวัน ใจมันก็ชักจะคล้อยตามแปลกๆ ใบหน้าเลยแดงเรื่อขึ้นเป็นพักๆ ก่อนจะบอกปฏิเสธในใจเสียงแข็ง

            ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน และเพราะสับสนจึงเลือกที่จะไม่โทรศัพท์หาอเมริกา

            สาเหตุก็เพราะยังไม่รู้ว่าควรจะทำหน้ายังไงถ้าพบกันดี ทั้งที่เขายังหาคำตอบให้คำถามในใจของตัวเองไม่ได้อยู่แบบนี้

            เราไม่ได้ชอบไอ้เด็กบ้าแฮมเบอร์เกอร์นั่นสักหน่อย...อังกฤษได้แต่พึมพำ

            ทั้งที่ใจก็บอกแบบนั้น แต่อีกส่วนกลับบอกว่าตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจ แค่ไม่กล้าที่จะยอมรับเท่านั้นอยู่เรื่อยๆ จนชวนให้หงุดหงิดใจตัวเองที่แบ่งฝ่ายมาเถียงกันเองอยู่แบบนี้

            แล้วทำไมเราถึงต้องมาคิดเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยฟะ...

            อังกฤษเม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้วแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืนตัวตรง ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น

            อเมริกาบ้า!

            มาไม่บอกแล้วยังจะมาหาว่าคนอื่นบ้าอีกเหรอ ลุง

            ที่มาของเสียงอยู่ทางด้านซ้ายมือของอังกฤษ ยกมือขึ้นเท้าเอวข้างหนึ่ง อีกข้างแนบกับลำตัวพลางทำหน้ายุ่ง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ตามเนื้อตัวมีเม็ดเหงื่อเย็นไหลหยดทั้งที่อากาศนั้นกำลังหนาว แถมด้วยอาการหอบอย่างหนักที่ทำให้เห็นแล้วรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายวิ่งมาจนถึงตัวเขา

            อังกฤษตกใจจนถึงขั้นพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ มองหน้าอเมริกา... ใครจะไปคิดว่าจะหาตัวเจอจริงๆ !

            น... นายมานี่ได้ไง อเมริกาคือสิ่งที่เขาเค้นออกมาจากปากตัวเองได้ในที่สุด

            อ้าว! นี่บ้านฉันนะ ไม่ให้ฉันอยู่ที่นี่ แล้วจะให้ฉันไปอยู่ที่ไหน ลุงเถอะ ทำไมมาแล้วไม่บอก ก็บอกแล้วไงว่าถ้ามาให้โทร.หา ดูดิ๊ นี่ถ้าไม่ใช่ว่าแคนาดาโทร.มา ฉันก็ไม่รู้ว่าลุงอยู่นี่แล้วนะเนี่ยว่าพลางก้าวฉับๆ ตรงมาและเอื้อมมือพลางทำหน้าเบื่อโลกมาทางอังกฤษ ไปกันเถอะ ยืนอยู่นี่มันหนาว

            ไม่ไป!

            คำปฏิเสธทันควันส่งผลให้อเมริกาชะงักงัน เมื่อสบตากับอังกฤษดีๆ ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังถอยห่างจากเขาทีละก้าว

            บ... บอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าที่มาวันนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะอยากมาหรอก แต่พอดีว่างก็เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศเท่านั้นเองขนาดอังกฤษเป็นคนพูดยังรู้สึกว่าช่างแสนไม่เข้าท่า แต่ก็ห้ามปากเจ้ากรรมให้หยุดพูดไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหานายด้วย! ก็แค่ไม่อยากไปบ้านเจ้าฝรั่งเศสเท่านั้นล่ะ

            อืมๆ เข้าใจแล้ว จะกลับบ้านกันได้รึยัง?

            กลับบ้านกันอะไรเล่า! ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้มาหานาย...

            ลุงอยากยืนตากอากาศหนาวอยู่แบบนี้งั้นเหรอ?

            อึก...โดนย้อนแบบนั้นเข้าไปอังกฤษก็ถึงกับเถียงไม่ออก แต่ครั้นจะคล้อยตามง่ายๆ ก็กระไรอยู่ แถมกลับบ้านกันอย่างนั้นเหรอ...

             คำพูดแบบนี้มันชวนให้เข้าใจผิดชัดๆ !

            บ้านนายคนเดียว ไม่ใช่บ้านฉันด้วยสักหน่อย!”

            อเมริกามุ่นหัวคิ้ว ชักเริ่มไม่สบอารมณ์ที่วันนี้ดูอังกฤษจะรั้นไม่เข้าท่ายิ่งกว่าทุกวัน ลุงเป็นอะไรของลุงเนี่ย งอนอะไรใครมา?

            ไม่ได้งอน!”

            งั้นก็ไปกันดีๆ ดีกว่าน่า เถียงกันอยู่แบบนี้ใครมาเห็นเข้า นายไม่อายหรือไง?

            ฮึ้ย...อังกฤษกอดถุงของขวัญในมือแน่น ก็ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับนายนี่นา ไม่ได้อยากจะมาฉลองปีใหม่ด้วยเพราะอย่างนั้นสักนิด ก็แค่แวะมาแล้วบังเอิญเจอนายเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเป็นแฟนหรืออะไรทำนองนั้นเลยต้องแวะมาหาเนื่องในโอกาสพิเศษหรอกนะ!”

            พูดเสร็จก็แทบเผลอกัดลิ้น นี่เขาพูดบ้าอะไรออกไปกัน!

            หา? อเมริกายิ่งงงหนักกว่าเก่า นี่นายพูดอะไรของนายเนี่ย

            ก... ก็... อังกฤษหลบสายตา นึกว่าตัวเองในใจที่ทำพลาดไปแล้ว เจ้าบ้าฝรั่งเศสน่ะสิ มาพูดอะไรแปลกๆ ทำนองว่าฉันกับนายเป็นแฟนกัน... ก็มันไม่ใช่นี่นา ฉันกับนายไม่ได้คิดอะไรกันสักหน่อย บอกไปก็ตั้งหลายครั้งแล้วไม่เห็นจะฟังสักที โดนแบบนี้มากๆ เข้ามัน...

            หวั่นไหว?

            ความคิดต่อมาที่ตามเข้ามาในสมองทำให้อังกฤษหยุดชะงัก

            อังกฤษ...

            เจ้าของชื่อสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาที่บัดนี้เดินมาอยู่ในระยะประชิด ต่างฝ่ายต่างก็เงียบกันไปพักใหญ่ จนท้ายที่สุดแล้วอเมริกาจึงกล่าว

            นายนี่คิดมากกับเรื่องไม่เข้าเรื่องเป็นบ้า!” ไม่ว่าเปล่ายังดึงแก้มคนคิดมากจนย้วยอีกต่างหาก

            อังกฤษยัวะขึ้นมาทันที ยกมือขึ้นป่ายปัดคนก่อกวนพลางคำราม ทำอะไรของนายน่ะ เจ้าบ้า!”

            ไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เป็น คิดมากทำไมล่ะ ฮีโร่เองก็ไม่ได้อยากได้คนอย่างลุงเป็นแฟนสักหน่อย

            อึก... คำก็ลุง สองคำก็ลุง เบื่อลุงนักจะเรียกมาฉลองปีใหม่ด้วยทำไมเล่า!” อังกฤษโวยวายก่อนจะปาถุงของขวัญใส่หน้าคนตัวโตกว่าเต็มแรง ดวงแก้วสีมรกตรื้นน้ำตาทั้งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจเหตุผล

            ทั้งที่ไม่ได้คิดอะไร... แล้วทำไมต้องเสียใจกับคำพูดของคนบ้าฮีโร่อย่างอเมริกาด้วย

            เจ็บนะ อังกฤษ ทำไมต้องรุนแรงด้วยเนี่ยอเมริกาบ่นหงุงหงิง อ้าว... แล้วนายร้องไห้ทำไมอะ

            เพราะนายนั่นแหละ!

            ตอบแบบนั้นเสียงดังฟังชัดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าจะพูดออกไปจึงรีบปาดน้ำตาลวกๆ แล้วทำเปลี่ยนประเด็นไปที่ถุงของขวัญซึ่งกองอยู่แทบเท้าอเมริกาแทน อ... ไอ้นั่นน่ะ ไม่ใช่ของขวัญวันปีใหม่สำหรับนายโดยเฉพาะหรอกนะ แค่เป็นของที่เอามาให้ตามมารยาทเท่านั้น รับไว้แล้วก็ขอบคุณฉันด้วยล่ะ!”

            อเมริกาทำเป็นไม่ได้ยินเสียงของอังกฤษ และก้มลงไปหยิบขึ้นมาเปิดดู ภายในมีผ้าพันคอสีแดงผืนหนาที่ดูยังไงก็เหมือนกับที่อังกฤษใช้อยู่อย่างกับแกะ แถม... ยังมีป้ายราคากับบิลติดอยู่เสียด้วย!

            ราคาก็ไม่ใช่น้อย นี่หรือของตามมารยาท?

            เพิ่งซื้อวันนี้นี่ แถมซื้อมาผืนเดียวด้วย...

            อังกฤษที่รู้ว่าพลาดท่าเสียแล้วรีบดึงผ้าพันคอคืนทันควัน ใบหน้าขึ้นสีจัดด้วยความประหม่าระคนโกรธตัวเองที่ดันสะเพร่าลืมดึงเอาป้ายราคาออก

            น... นี่น่ะนะ... อ๊ะ... อเมริ...!”

            ยังไม่ทันจะได้แก้ตัว เจ้าบ้านก็ดึงตัวเขาไปพร้อมกับผ้าพันคอสีแดงผืนนั้น เท่านั้นไม่พอ ยังทาบริมฝีปากอุ่นจัดลงมาบนกลีบปากของอังกฤษ ทาบอยู่นานจนอังกฤษแทบหายใจไม่ออก ลืมแม้แต่จะรุกไล่กลับเพราะตกใจกับการกระทำดังกล่าวจนได้แต่เป็นฝ่ายโดนไล่เบี้ยอยู่แบบนั้น

            ขอบใจ...

            จ... จะขอบใจก็ขอบใจดีๆ สิ! ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยยังคงปากแข็งทั้งที่ผิวหน้ายิ่งถูกสีแดงลามเลียจนแม้อาศัยเพียงแสงไฟริบหรี่ก็ยังมองเห็น

            แต่ประโยคต่อมาทำให้อังกฤษนิ่งไปอีกครั้ง

            นายคิดว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ เหรอ?

            ...ไม่ได้เป็น

            แม้กระทั่งจากจูบเมื่อกี๊ก็ยังไม่ใช่?

            ไม่มีวัน

            อเมริกาเงียบไปพักใหญ่

            อืม... ฉันเองก็คิดแบบนั้น

            แล้วนายจะถามทำไมเนี่ย!” คนปากแข็งกลับไปอาละวาดอีกครั้ง

            ก็เผื่อลุงจะเคลิ้ม อยากเปลี่ยนใจหรืออะไรทำนองนั้นอะ

            ไม่มีวันเถอะ!”

            อืมๆ งั้นตกลงเราจะกลับกันได้รึยังอะ ยืนแบบนี้นานๆ มันหนาวนะอเมริกาคว้ามืออังกฤษไปจับ รวบผ้าพันคอที่เพิ่งได้เมื่อครู่ขึ้นพันคอในทันใด และใช้แรงบังคับนำให้อีกฝ่ายเดินตาม

            อังกฤษมองผ้าพันคอที่ตนเพิ่งให้อเมริกาไป แล้วก็สลับกลับมามองของตัวเอง ลักษณะของผ้าพันคอที่เหมือนกันอย่างกับแฝดทำให้เขาหน้าแดงขึ้นมาเสียเฉยๆ

            สาเหตุก็เป็นเพราะดันไปนึกถึงคำพูดตอนแนะนำของของฝรั่งเศสด้วยนั่นละ

 

 

            นี่ไง ถ้าจะซื้อผ้าพันคอ ก็ซื้อสีนี้ไป

            ฝรั่งเศสว่าแล้วก็โยนผ้าพันคอสีสดใส่มืออังกฤษ ให้คนจะซื้อขมวดคิ้ว พินิจพิจารณาผ้าพันคอสีแดงแปร๊ดอยู่นานหลายทีกว่าจะเปิดปาก

            สีแดงน่ะนะ?

            เอ้า ก็ดูมีพลังล้นเหลือเหมาะกับเจ้าเด็กนั่นดีออกไม่ใช่หรือไง?อธิบายก่อนจะเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วผ้าพันคอสีนี้ก็เหมือนของนายดีไม่ใช่หรือไง เป็นคู่กันใช้ของเหมือนกันก็โรแมนติกดีจะตาย

            อังกฤษปาผ้าพันคอใส่หน้าฝรั่งเศสทันใด ไม่สนใจสายตาตกใจของพนักงานร้านที่จ้องตรงมา

            ทำไมฉันต้องใช้ของเหมือนกับเจ้าเด็กนั่นด้วย!’

            ก็บอกแล้วไงว่าเพราะเป็นคู่กัน

            ก็ฉันบอกว่าไม่ใช่!’

            ยอมรับสักทีเถอะน่า จะทำปากแข็งไปถึงไหนกันเนี่ยฝรั่งเศสบ่นงึมงำ คนอื่นเขาก็รู้กันหมดบ้านหมดเมืองแล้ว มีแต่พวกนายล่ะมั้งที่ไม่ยอมรับสักที

            พวกนายคิดไปเองต่างหากละ!’ อังกฤษยังไม่ยอมแพ้

            จ้ะๆ จะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะ แต่คุณพี่จะไปหาของใช้คู่กับแมทธิวบ้างละ จะจ่ายเงินก็เรียกแล้วกันพูดจบก็เดินตัวปลิวไปหาแคนาดาที่ยืนดูของแต่งบ้านอยู่ไม่ไกล ไม่ได้สนใจเสียงทักท้วงของอังกฤษเลยสักนิด

            ของใช้คู่อย่างนั้นเหรอ...

            อังกฤษยืนจ้องผ้าพันคอที่เพิ่งหยิบกลับขึ้นมาใหม่อยู่นาน แล้วก็เบนสายตาไปมองฝรั่งเศสกับแคนาดา เห็นท่าทางมีความสุขออกนอกหน้าของฝรั่งเศสแล้วนึกหมั่นไส้ เลยตัดสินใจหยิบผ้าพันคอสีเดิมแต่ผืนใหม่แล้วเดินตรงไปเตะฝรั่งเศสเข้าเต็มๆ หนึ่งที

            เฮ้ย ได้แล้ว จะไปจ่ายเงินแล้ว

            อ้าว... เดี๋ยวก่อนซี่ คุณพี่ยังไม่ได้ของเลยนะ!’

            อังกฤษไม่คิดใส่ใจ กลับจ่ายเงินแล้วก็เดินออกจากร้านไปในทันที

 

 

            ถ้าไม่ใช่เพราะฝรั่งเศสเป็นคนคะยั้นคะยอให้ซื้อสีเดียวกันนี้มา เขาคงไม่มีทางคิดจะซื้อของที่เหมือนกันเด๊ะแบบนี้ให้อเมริกาอย่างแน่นอน

            แล้วนี่นายจะไปไหน?อังกฤษขมวดคิ้วถาม

            ถามได้ ก็กลับบ้านฉันสิ นี่ก็ใกล้จะขึ้นปี...

            ปัง! ปัง! ปัง!

            อเมริกาพูดยังไม่ทันขาดคำ พลุสีสดก็จุดวาบขึ้นกลางท้องฟ้าสีดำมืด ส่งผลให้เขาทั้งสองคนชะงักเท้าในบัดดล ต่างคนต่างจ้องพลุไม่วางตา จนกระทั่งอเมริกาบ่นขึ้นเบาๆ

            ขึ้นปีใหม่จนได้สิ...

            ถ้าอยากฉลองอยู่บ้านนักก็ไม่เห็นต้องออกมาตามฉันเลยนี่

            ได้ไง ก็...อเมริกาตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน รีบทำเมินสายตาสงสัยของอังกฤษที่จับพิรุธในน้ำเสียงของเขาได้ทันใด

            จะให้พูดได้ยังไง ว่าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ขอแค่เขาได้อยู่กับอังกฤษก็พอแล้ว!

            ขืนเขาเป็นฝ่ายพูดออกไปก่อนก็เสียฟอร์มหมดน่ะสิ

            อเมริกา เมื่อกี๊นายจะพูดอะไรน่ะอังกฤษที่ยังคงติดใจถามพลางตีหน้าถมึงทึง ให้อเมริกาต้องรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน

            อะไร เปล่า ไม่มี๊ ไม่ได้จะพูดอะไรสักหน่อย นายหูฝาดไปเองมากกว่า

            อ๋อ... งั้นเหรอฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าอังกฤษไม่เชื่อสักนิด แต่อเมริกาก็ทำเนียนไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป

            ต่างคนต่างเงียบกันไปอีกพักหนึ่ง

            นี่ อเมริกา...

            อะไร...

ประโยคที่ตั้งใจจะพูดสะดุดกึกเมื่อเขารู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นที่ผิวแก้ม มันพาดผ่านมาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็มากพอที่จะทำให้อเมริกาหันขวับไปมองคนข้างตัวที่ทำหน้าเอียงอายอย่างรั้นๆ มองตรงมาอยู่

            ไม่มีอะไรทั้งนั้นล่ะ!”

            อังกฤษประกาศแล้วก็ก้าวฉับๆ ส่งผลให้อเมริกาต้องก้าวตามไปด้วยเพราะยังกุมมือของอังกฤษเอาไว้อยู่ แต่กลับไม่มีวี่แววหงุดหงิดปรากฏบนใบหน้าของอเมริกาสักนิด มีแต่รอยยิ้มกว้างที่บ่งบอกว่ากำลังอารมณ์ดีสุดขีด

            อะไรของนายเนี่ย บอกมาสิ อังกฤษ

            ทีนายยังไม่บอกฉันเลย เรื่องอะไรฉันจะต้องบอกนายละ เจ้าเด็กบ้า!”

 

 

ถึงตอนนี้จะยังไม่กล้าบอกใคร แต่สักวัน... วันที่ฉันมั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง ฉันคงจะกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำ... ว่าเราเป็นอะไรกัน

            คำพูดน่าอายแบบนั้น จะให้เขาพูดออกไปได้ยังไงกันล่ะ

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น... ก็ช่วยรออีกสักหน่อยเถอะนะ

 

 

FIN.

-------------------------------------------...

postscript;
- มาลงตอนจบแล้วฮะ ช้าจากที่ตั้งไปวันสองวัน สาเหตุเพราะตอนนี้ wireless ที่บ้านพัง เลยไม่สามารถต่อเน็ตจากโน๊ตบุ๊คตัวเองได้ ต้องรอสอยเน็ตบ้านอื่นเอาหรือไม่ก็ใช้จาก LAN ซึ่งกว่าจะทำใจต่อตัวเซฟได้ก็ใช้เวลานานอยู่เพราะกลัวไวรัสเข้าโน๊ตบุ๊ค (แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจทำไปซะแล้ว...)
- อาจจะจบมึนๆ อยู่... ไม่หน่อย (ฮาาา) จริงๆ ก็เขียนเพราะเรื่องใกล้ตัวด้วยส่วนหนึ่ง คนที่ไม่ยอมรับใจตัวเองแล้วปากบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรทั้งที่คนอื่นเห็นเป็นหมดแล้วเนี่ย ในฟิคมันก็น่ารักอยู่ แต่ในความเป็นจริงนี่มันชวนปวดหัวเป็นบ้าเลยฮะั... OTL
- ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบนะฮะ น้อมรับทุกคำติชมนะครับผม >_<
แล้วพบกันใหม่ฮะ!

 

ปอลอว์
พรุ่งนี้เค้ามีสอบภาษาอังกฤษล่ะ แต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักตัวเดียว เค้าเมพไปเลยใช่มั้ยล่า